เทศน์บนศาลา

ธรรมะ-ตัวการ-ตัวแทน

๑๒ ธ.ค. ๒๕๕๑

 

ธรรมะ-ตัวการ-ตัวแทน
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๑
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะในพุทธศาสนานะ ศาสนาพุทธ.. พุทธะ.. ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ประเสริฐที่สุด ประเสริฐเพราะอะไร ประเสริฐเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ธรรม เป็นผู้ตรัสรู้ธรรมนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเพียงศาสนาเดียว ที่ประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันต์เห็นไหม

ในสมัยพุทธกาลนะ ทุกคนเปล่งว่าเป็นศาสดา เป็นพระอรหันต์ แต่เวลาพูดถึงธรรมะ เจ้าชายสิทธัตถะได้ไปศึกษา ได้ไปเล่าเรียนมาหมดแล้ว มันไม่มีไง มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีเหตุมีผล มันเหมือนกับหินทับหญ้าไว้เฉยๆ กดไว้เฉยๆ ด้วยความว่าง ความว่าง สิ่งว่าเป็นความว่าง

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ ให้ปัญจวัคคีย์นะ เวลาเทศน์ธรรมจักรเห็นไหม มันมีเหตุมีผลไง มีมรรคญาณ “มรรคญาณ” มรรคคืออะไร มรรคคือการกระทำของใจ ถ้าใจมีการกระทำของมันขึ้นมา มันพ้นกิเลสไปด้วยใจไง

ถ้าใจพ้นกิเลสแล้ว เราเป็นชาวพุทธ เราเกิดมาพบพุทธศาสนา เราเป็นผู้มีบุญกุศล มีบุญกุศลนะ เพราะเราเชื่อธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราถึงออกมาประพฤติปฏิบัติกัน เวลาภิกษุออกบวช ออกบวชนะ สละชีวิตทางโลก ชีวิตคฤหัสถ์ไง ฆราวาสธรรม ธรรมของคฤหัสถ์

ธรรมของภิกษุ ภิกษุเป็นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เป็นนักรบเห็นไหม เราเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ เราต้องมาใช้ชีวิต ใช้ชีวิตของเราเพื่ออะไร ชีวิตทางโลกเห็นไหม เขาใช้กันเพื่อประโยชน์ของเขานะ เพื่อประโยชน์กับการดำรงชีวิตของเขา แต่ชีวิตของเราล่ะ เราใช้เพื่อเรา ไม่ใช่ประโยชน์ของใคร ประโยชน์ของเรานะ ถ้าประโยชน์ของเรา.. เราอยู่ที่ไหน ถ้าเรายังไม่เห็น ไม่รู้จักตัวตนของเรา เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมกันได้อย่างไร

ถ้าเราประพฤติปฏิบัติธรรม.. ทางโลกเขา เวลาเขาทำหน้าที่การงานกันนะ ถ้าเขาไม่มีเวลา เขาให้ตัวแทนไปทำได้ ตัวแทนเห็นไหม เราตั้งตัวแทนไปทำงาน แล้วถ้าตัวแทนมันทำผิดทำถูกล่ะ ผู้ที่ตั้งไป ตัวการก็ตั้งตัวแทนไป ตัวการต้องรับผิดชอบนะ ตัวแทนไปทำผิดทำถูกมา ตัวการต้องไปติดคุก ติดคุกติดตะรางเพราะตัวการนี่ไปสร้างตัวแทนมา ทีนี้ตัวแทนทำเสร็จแล้วตัวแทนก็หายไป

ความคิดเราก็เหมือนกัน ความคิดของเราเห็นไหม เวลาความคิดมันเกิดมา นี่มันตัวแทนทั้งนั้นล่ะ แต่เราไม่เห็นตัวการเลย ตัวการมันอยู่ที่ไหน ตัวการของเรา จิตที่มันเกิดมา มันเกิดที่ไหน แล้วเวลาศึกษาธรรมะกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงไม่เชื่อลัทธิศาสนาต่างๆ ทั้งสิ้น ! สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติมา มันเป็นเรื่องโลกๆ

ความเป็นเรื่องโลกๆ เห็นไหม มันเป็นเรื่องการกระทำของตัวแทน ตัวแทน.. ตัวแทนคือความคิดเรา ความคิดไม่ใช่จิต ! ความคิดเห็นไหม “มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา..” มโน.. ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน แต่ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน แล้วใจมันอยู่ที่ไหนล่ะ เราไม่เคยเห็นใจกันนะ เราว่าใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน เอาธรรมนำหน้า.. ธรรมนำหน้า..

ธรรม ศีลธรรม จริยธรรม คนดีคนชั่ว ศีลธรรม จริยธรรมมันก็มีทุกๆ คนล่ะ คนคิดมุมมองต่างๆ ศีลธรรมของใครล่ะ ทำไมเถียงกันปากเปียกปากแฉะเรื่องธรรมะ แล้วมันลงกันไหม.. มันไม่ลงกัน เพราะต่างคนต่างตาบอด ต่างคนต่างใช้ตัวแทนฟาดฟันกัน แล้วบาปกรรมมาลงที่ไหนล่ะ บาปกรรมมาลงที่ตัวการ ตัวการคืออะไร.. คือตัวจิต แล้วตัวจิตมันอยู่ที่ไหน แล้วตัวธรรมมันอยู่ที่ไหน ธรรมะจริงๆ มันอยู่ที่ไหน...

ศีลธรรม จริยธรรม มันตกผลึกในใจนะ แต่ตัวธรรมแท้ๆ มันอยู่ที่ไหน ตัวธรรมแท้ๆ เห็นไหม “ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกพระอานนท์นะ “โลกนี้นะถ้ามีผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย” สมควรแก่ธรรม แต่นี่มันสมควรแก่กิเลสน่ะ สมควรแก่การคาดหมายของตัว

ในการประพฤติปฏิบัติ แล้วเราเป็นชาวพุทธ ที่มันเป็นศีลธรรมจริยธรรมมันตกผลึกมานี้ เพราะสังคมมีครูมีอาจารย์ เรากราบไหว้บูชากัน รูปเคารพมหาศาลเลย สาวกสาวกะ... พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ได้เห็นถึงความเป็นจริง เราเคารพบูชากัน เป็นที่กราบไหว้ เป็นที่ชื่นชมของเรา มันมีตัวอย่าง เราถึงออกประพฤติปฏิบัติ

ในการประพฤติปฏิบัตินะ ถ้ากึ่งพุทธกาลไปแล้ว เวลาคนเสื่อมไปเรื่อยๆ “ศาสนาเสื่อม” บอกว่าศาสนาเสื่อม.. ศาสนาตัวศาสนาไม่เคยเสื่อม มันเสื่อมไปด้วยความเชื่อ ความศรัทธาของมนุษย์ ความเชื่อความศรัทธานี้ ถ้าเราไม่เชื่อไม่ศรัทธา แต่เพราะเรามีความเชื่อ มีความศรัทธา เราถึงมาประพฤติปฏิบัติ งานของโลก หน้าที่การงานของโลก อาบเหงื่อต่างน้ำมาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะ

ดูสิเวลาเราออกบวชมานี่เห็นไหม เราภิกขาจาร เราออกบิณฑบาตเป็นวัตร มีอาหารมา สิ่งใดที่มันเกิดขึ้นมา มันเป็นเวรเป็นกรรมนะ เราถ้ามีการสร้างบุญกุศลมา.. อย่างเช่น พระสีวลีบิณฑบาตจะร่ำรวยมหาศาลเลย พระสมัยพุทธกาลเป็นพระอรหันต์เหมือนกัน บิณฑบาตไม่ได้เลยนะ เป็นพระอรหันต์นะ ไปข้างหน้าเขาก็ไม่เห็น ไปข้างหลังเขาก็หมดก่อน นี่ทั้งๆ ที่คนเขาคิดจะช่วยเหลือ แต่ผลของกรรมมันให้ผลนะ

กรรมมันให้ผลนะ กรรมจำแนกสัตว์ให้เกิดต่างๆ กัน ความคิดความเห็นของคนมันก็แตกต่างกันไป สิ่งที่แตกต่างกันไป นี่ความคิดความเห็น แล้วสิ่งที่ความคิดความเห็นมันเป็นอะไร มันเป็นคุณสมบัตินะ คนเห็นไหม จริตนิสัยของคนมันแตกต่างกัน อำนาจวาสนาของคนแตกต่างกัน ปัญญาของคนก็แตกต่างกัน

ในการประพฤติปฏิบัติ ครูบาอาจารย์เห็นไหม ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมไว้ ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาทั้งหมด “ธาตุเข้ากันโดยธาตุ” ธาตุของลูกศิษย์พระสารีบุตรก็เข้ากันโดยธาตุ พอเข้าไปฟังหรือเข้าไปสัมผัส มันรู้เห็น มันซึ้งใจ ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะเป็นผู้มีฤทธิ์ทั้งหมด มันชอบ มันชอบเพราะเป็นฤทธิ์ มันเป็นเจโตวิมุตติ

กำหนดพุทโธจิตมันสงบขึ้นมา เห็นไหม “สมาธิอบรมปัญญา” พอจิตสงบเข้าไปแล้ว จิตมันไปรู้ไปเห็นสิ่งต่างๆ ขึ้นมา มันไปรู้ไปเห็นใช่ไหม ถ้ามันเห็นโดยที่มันเป็นตัวแทน มันเห็นมันก็เป็นนิมิต เห็นโดยโลก แต่ถ้ามันสงบเข้าไป ลึกซึ้งเข้าไป มันเห็นโดยตัวการ ตัวการเห็น ตัวการเป็นผู้ทำ ตัวแทน.. เราใช้ตัวแทนไปทำงาน แต่เอกสารทางราชการบางที่เขาไม่ยอมรับตัวแทน เขาต้องรับตัวจริง รับตัวจริง.. เอกสารรับตัวจริง..

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่เป็นตัวแทน ตัวแทนคือจิตของเราโดยสามัญสำนึก มันเป็นธรรมชาติของคน คนเกิดมานะ “มีกายกับใจ” เพราะในเมื่อเป็นคนมันต้องมีร่างกาย แล้วจิตใจนี่ปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตในไข่ ในครรภ์ของมารดา แล้วเจริญขึ้นมาในครรภ์ของมารดา คลอดออกมาเป็นมนุษย์ขึ้นมา แล้วเจริญเติบโตขึ้นมา นี่เชาว์ปัญญาของคนมันแตกต่างกันไป

ทีนี้พอจิต... โดยสามัญสำนึกนี่มันเป็นตัวแทน เพราะเรามนุษย์เกิดมา “มนุษย์สมบัติ” มนุษย์สมบัติมันมีความคิด มันมีหัวใจ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ มันโดยธรรมชาติของมัน การแสดงออกเป็นการแสดงออกโดยตัวแทนทั้งหมด ทางโลกเขา เขาต้องแต่งตั้ง ตัวการแต่งตั้งตัวแทนไปทำหน้าที่แทน ไปขึ้นศาล ไปทำสัญญาต่างๆ ตัวแทนไปทำได้ เรามอบอำนาจให้ตัวแทนไปทำ ผลตอบสนองถึงตัวการ ถึงเรา

แต่โดยทางธรรมนะ มันไม่ต้องแต่งตั้ง มันเป็นโดยข้อเท็จจริง เพราะมนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ดูสิ เราจะเห็นรูปร่างเรา เราเดินเคลื่อนไหวไปนี่เราเห็นหมด แต่เราไม่เห็นหัวใจนะ เราเห็นความรู้สึก ดูสิ ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน แสดงออกด้วยกิริยาที่ดีต่อกัน เราจะมีความอบอุ่นในหัวใจของเรา สิ่งที่อบอุ่นในหัวใจของเรา.. นี่เป็นตัวแทนทั้งหมด

แล้วเราเอาตัวแทนนี่มาศึกษาธรรมะ ในเมื่อเอามาศึกษาธรรมะ ศึกษาธรรมะ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ความเป็นไปของปัญญามันก็มีระดับของมัน มีระดับเพราะใคร มีระดับเพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาโดยข้อเท็จจริง

ปัญญาระดับนี้ วุฒิภาวะของเด็ก เด็กโตขึ้นมาต้องมีการศึกษา เด็กมันต้องเรียนอนุบาลนะ มันต้องเรียน ก. ไก่ ก. กา ขึ้นมา จะใครก็แล้วแต่ต้องเรียน ก. ไก่ ก. กา ขึ้นมาทั้งนั้น ก. ไก่ ก. กา มาผสมเป็นคำขึ้นมาต่างๆ เราเขียนหนังสือ เราต่างๆ มันก็ต้องมีตัวอักษรผสมขึ้นมา ขนาดไหนเห็นไหม

นี่ก็เหมือนกัน เริ่มต้นการประพฤติปฏิบัติ มันก็ต้องเริ่มต้นมาจากตัวแทน เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่ง นี่เป็นแค่ตัวแทน เราเข้าใจไง เราเข้าใจ เราศึกษาธรรม เราศึกษาขนาดไหน ถ้าเราศึกษาธรรม มันเป็นตัวแทนศึกษา เพราะธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เห็นไหม “ขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕” ความเป็นไปนี่คือเงา อาการของใจไม่ใช่ใจ สิ่งต่างๆ ไม่ใช่ใจทั้งนั้น

นี้ในการประพฤติปฏิบัติ มันก็ต้องผ่านเข้าไป มันจะละเอียดย่อยเข้าไป สมาธิอบรมปัญญา สมาธิ.. สมาธิมันเกิดมาจากไหนล่ะ เวลาทางโลกเขา คนจะทำทานก็ต้องมีปัญญานะ มีปัญญาของเรา เราจะไม่เป็นเหยื่อของสังคม เราไม่เป็นเหยื่อของคนที่อลัชชีต่างๆ ที่ทำให้เราหลงผิดไป เราจะทำทานของเรา เราก็ต้องมีปัญญาของเรา เราจะรักษาศีลของเรา เราก็ต้องมีปัญญาของเรา

ศีลเห็นไหม ศีล.. ถ้ารักษาโดยกิเลส มันเป็นเกร็ง มันเป็นสูญ ศีล ๕ มันจะเป็นสูญ มันไม่เป็นศีลขึ้นมา เพราะอะไร เพราะเราไปดูแต่ที่เป็นข้อห้ามของศีล เราไม่ดูความปกติของใจ ถ้าความปกติของใจ เรามีสติ เราอยู่กับใจเราไม่ได้ผิดศีลอะไรเลย ตัวศีลคือตัวความผิดปกติของใจ มันมีปัญญาของมัน มันใคร่ครวญของมันเข้ามา นี่ทาน ศีล ภาวนา ถ้าเกิดมีการภาวนาเข้ามา ถ้าเราไม่มีเชาว์ ไม่มีปัญญา จะเอาอะไรไปภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ ที่ทำอยู่นี่อะไรเป็นภาวนา..

ครูบาอาจารย์ท่านพูด ถ้าคนเป็น “เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นได้ทั้งสมถะ เป็นได้ทั้งวิปัสสนา” เป็นได้สมถะนี้คือตัวแทนไง เป็นได้สมถะ เราคิดไป เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เห็นไหม ดูสิ ตั้งแต่เด็กน้อย เด็กอ่อนๆ ผิวมันอ่อน มันเจริญเติบโตขึ้นมา มันหยาบกร้านขึ้นไปเรื่อยๆ พอหยาบกร้านขึ้นมา พอแก่เฒ่าไปมันจะเหี่ยวมันจะย่นเป็นธรรมดา เห็นไหม

นี่เราพิจารณาโดยปัญญาเข้าไป ปัญญาเราใคร่ครวญของมัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ท่องก็ได้ ใช้ปัญญาใคร่ครวญก็ได้ ใคร่ครวญให้เห็นความเสื่อมสภาพไปเป็นธรรมดา อันนี้เป็นสมถะ เป็นสมถะเพราะมันเป็นตัวแทน ไม่ใช่ตัวจริง !

แต่ถ้าจิตเราสงบเข้ามาเห็นสมถะ แล้วมันปล่อยวางเข้ามา ไปถึงตัวการ ตัวการคือตัวใจนะ พอตัวใจขึ้นมา เวลาเจอเราใคร่ครวญเข้าไป เพราะตัวใจ.. ตัวการมันใช้ปัญญาไป มันจะเป็นวิปัสสนา

วิปัสสนาเพราะอะไร เพราะมันเป็นตัวจริงขึ้นมา เป็นตัวจริงขึ้นมา.. มันก็เข้าถึงสะเทือนใจ ปัญญาระดับนี้คนถ้าภาวนาไปแล้วมันจะเห็นความต่าง ความต่างของการใช้ปัญญาในตัวแทนมันใคร่ครวญอยู่ ตัวแทนมันใคร่ครวญ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ มันซึ้ง มันปล่อยวางเข้ามา.. มันปล่อยวางเข้ามา.. มันซึ้งนะ มันเห็นนะ เห็นจริงๆ มันเศร้านะ

ดูสิ เวลาเราคิดถึงมรณานุสสติ คิดถึงว่าเราต้องตาย คิดถึงความตาย คิดถึงความตาย.. ตายแล้วไปไหน คนเรานะ ถ้ามันคิดถึงความตาย มรณานุสสติอยู่ กำหนดอยู่ จิตมันจดจ่ออยู่ แต่ถ้าคนแบบว่าพิจารณาไป แล้วไปกระทบถึงความตาย พอกระทบถึงความตาย.. “โอ้ ชีวิตมีแค่นี้หรือ ชีวิตนี้เป็นอย่างนี้หรือ” มันซึ้งกว่า

ความซึ้งกว่าเพราะอะไร เพราะมันถึงตัวการ แต่มรณานุสสติ มันเป็นตัวแทน มรณานุสสติคิดถึงความตายๆๆ เห็นไหม มันคิดถึง แต่มันยังไม่เป็นตัวจริง ถ้าเป็นตัวจริงขึ้นมานี่มันสะเทือนเลย มันสะเทือนคืออย่างเช่น เราใช้ปัญญาใคร่ครวญ ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ปัญญาใคร่ครวญอยู่ เราใช้ปัญญาของเรา นี้เป็นตัวแทน คิด ปัญญามันใคร่ครวญไป

พอมันคิดถึงความตาย “คนเป็นอย่างนี้หรือ คนเป็นอย่างนี้..” เป็นปัจจุบัน เห็นไหม พอเป็นตัวการปั๊บ มันจะสะเทือนใจมากกว่า “รสของธรรมชนะซึ่งรสทั้งปวง” รสของความสงบ รสของปัญญา รสของต่างๆ มันจะมีความกระเทือนหัวใจมาก รสของธรรมมันก็ประสบขึ้นมา ตัวการมันประสบ ประสบต่างๆ เห็นไหม

มันถึงจะต้องทำโดยตั้งสติ แล้วให้มันเป็นข้อเท็จจริงของเรา ในการประพฤติปฏิบัติ ในเมื่อเราทำไปโดยตัวการทั้งหมด มันเป็นตัวการทั้งหมด เพราะคนเกิดมามีกิเลส การกระทำของตัวการ ของตัวแทนแล้วนี่มันเป็นตัวแทนทั้งหมด เพราะคนมีกิเลสใช่ไหม สิ่งที่เป็นตัวแทนทำ.. ไม่ใช่ปฏิเสธมัน เราจะไปแยกแยะไม่ได้ มันไม่เหมือนสิ่งที่เป็นวัตถุ

เห็นไหม ที่เราบอกวัตถุนี่เราแยกได้ สารเคมีเราแยกส่วนผสมของมันได้หมด อย่างใดมันผสมด้วยสิ่งใด เราทำวิจัยได้ว่ามันมีสิ่งใดบ้าง วิเคราะห์ได้ว่ามันจะมีอะไรบ้าง แต่ความรู้สึกของเราล่ะ ! ความเป็นไปของจิตล่ะ ! มันเป็นนามธรรม.. สิ่งที่เป็นนามธรรมมันเป็นความรู้สึก ความรู้สึกมันเป็นเราน่ะ เพราะอะไร เพราะเรายังไม่เคยประพฤติปฏิบัติ เรายังไม่มีประสบการณ์โดยทางปฏิบัติ

ปริยัติเรียนมานี่เข้าใจ.. เข้าใจ.. การเข้าใจนี่มันตัวแทนทั้งหมดนะ มันตัวแทน.. มันซึ้ง มันมีความเข้าใจ มันกระเทือนหัวใจ แต่! แต่มันชำระกิเลสไม่ได้ พอชำระกิเลสไม่ได้นี่มันเป็นอนิจจัง พอเป็นอนิจจังนะ มันแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย จิตของเราเดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย ทั้งๆ ที่เข้าใจธรรมะแล้ว เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้ายอยู่อย่างนี้ แล้วทำไมมันไม่ปล่อยวาง มันไม่เป็นความจริง เหมือนที่เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย

พอประพฤติปฏิบัติไป ชำระกิเลส.. กิเลสมันชำระอย่างไร แล้วทำอย่างไรถึงเป็นการชำระกิเลสล่ะ แล้วจะชำระกิเลสเรานี่ เดี๋ยวเห็นดีเห็นงามด้วย เดี๋ยวก็ขัดแย้งด้วย เดี๋ยวพอทำไปมันถดท้อ ท้อถอย มันก็ไม่เอาจริงเอาจัง ทำงานนะ ถ้าคนมันเป็นคนโลเล...

ครูบาอาจารย์ท่านถึงต้องขอนิสัย แล้วครูบาอาจารย์จะคอยชี้นำเรา คอยกระตุกเรา เห็นไหม คอยกระตุก.. คอยกระตุกคือให้มันมีความรู้สึกไง ให้มีสติเข้ามา ว่าชีวิตนี้มันเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วได้อะไร ทั้งๆ ที่เกิดมานี่มนุษย์สมบัตินะ การเกิดนี้ประเสริฐที่สุด เกิดเป็นมนุษย์นี้ประเสริฐมาก ประเสริฐมากเพราะอะไร เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ตื่นตัว เพราะ! เพราะเราอยู่ด้วยปกติไม่ได้หรอก เราอยู่ด้วยปกติไม่ได้ เพราะร่างกายนี่มันต้องอาศัยอาหารเป็นธรรมดา

การเคลื่อนไหวไป ถ้าเรานั่งอยู่โดยปกติ มันเป็นความทุกข์ เป็นความทุกข์ตลอดไป คนอยากพักผ่อน อยากนอน อยากหลับอยากนอน มันนอนตลอดไปไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวมันเป็นสัญชาตญาณโดยที่เราเจ็บไข้ มันเจ็บ มันเวทนา มันเบื่อหน่าย เราเปลี่ยนแปลงตลอด ความเปลี่ยนแปลงของมัน.. มันเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไป

นี่ไงที่ว่ามนุษย์สมบัติ มันมีร่างกายนี้มาบีบคั้น มาบีบคั้นเรื่องของหัวใจ ทั้งๆ ที่หัวใจนะเวลามันเป็นตัวธรรม ตัวธรรมเป็นธรรมแท้ๆ แล้วมันไม่มีอะไรตาย แต่ถ้ายังเป็นตัวการอยู่ เห็นไหม ตัวการเป็นผู้รับ ตัวแทนเป็นผู้สร้าง ตัวการเป็นผู้รับ เป็นผู้รับทุกข์ รับยาก ต้องเกิดต้องตายเห็นไหม เกิดตายตลอดเวลาตัวการ ตัวธรรมมันย่อยสลายเข้าไปถึงเป็นธรรม

ธรรมะ เห็นไหม ธรรมแท้ๆ มันหนึ่งไม่มีสอง ถ้าเป็นตัวการมันมีดีมีชั่ว มีสุขมีทุกข์ มีผลตอบสนอง ยิ่งตัวแทนนะ ยิ่งคิดออกไปฟุ้งซ่านออกไปข้างนอกมหาศาลเลย นี่มันเป็นข้อเท็จจริง แต่เราไม่เห็น เราไม่รู้ เราเป็นการคาดหมายเอา พอคาดหมายเอา มันก็เลยไม่มีความจริงอะไรกับเราขึ้นมาแม้แต่ชิ้นเดียว

มันเป็นสุตมยปัญญา จินตมยปัญญาเท่านั้น เราถึงต้องตั้งใจนะ เรามาแล้ว เราทำของเรา เราทุ่มมาทั้งชีวิต ชีวิตที่เกิดมานี่เห็นไหม จะทำงานทางโลก ทำขนาดไหนก็ไม่จบ เรายังคิดว่าเราพร้อมเมื่อไรแล้วเราจะมาประพฤติปฏิบัติ ไม่มีวันพร้อมหรอก มันบกพร่องอยู่เป็นธรรมดา

ถ้าเราไม่เสียสละเวลาออกมาเอง ไม่มีเวลาให้เราหรอก เวลานี่เราบริหารมันนะ เราจัดการมันเอง ดูสิ ดูภิกษุเรานี่ ทั้งเวลา เราตัดสินใจเลยว่าเราบวช แล้วเราจะประพฤติปฏิบัติไปทั้งชีวิต เห็นไหม ตั้งแต่เราบวช ๒๐ ปี แล้วชีวิตยังอยู่อีก ๕๐-๖๐ ปีเราจะอยู่ได้ไหม ถ้าเราอยู่ได้เราทำของเราได้ เราทำของเราได้ เราบังคับไว้ เราบังคับไว้ มันจะเป็นอย่างไร เราไม่ออกไป

ถ้าเราไม่ออกไป เราประพฤติปฏิบัติของเรา เราทำของเราไป สิ่งที่เราทำไปเห็นไหม “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน” ในการประพฤติปฏิบัติของเรา มันจะไม่ประสบความสำเร็จให้มันรู้ไป นี่ให้มันรู้ไปเห็นไหม

เวลาเราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี อย่างน้อยต้องสิ้นกิเลส “อย่างน้อย” อย่างน้อยต้องสิ้นกิเลส ถ้าเราทำ

ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ชี้นำที่ถูกต้อง แล้วเราจะไปวิตกกังวลอะไรว่าเราจะปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ถ้ามันไม่สมควรแก่ธรรม เพราะมันปฏิบัติเพื่อตอบสนองกิเลสของเราเองไง กิเลสของเราเอง ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี เราก็จินตนาการไป เราก็ไปคร่ำครวญเอาแต่นาฬิกา เอาแต่วันเวลา เปิดปฏิทินให้มันครบ ๗ ปีใช่ไหม ปฏิทินนี่ไม่ต้องไปเปิดมันหรอก

วันคืนมันมืดกับสว่างอยู่อย่างนี้ มันไม่มีอะไรหรอก เสาร์อาทิตย์มี ๗ วันนี่ล่ะ ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันจันทร์ ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันจันทร์ มันก็วนอยู่อย่างนั้นล่ะ ๗ วันไม่มีไปไหนหรอก มันก็อยู่ใน ๗ วันนี้แหละ ในเมื่อ ๗ วันนี้นะ.. ๗ วันนี้ก็สมมุติขึ้นมา

ถ้าเราศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ทางประวัติศาสตร์ ปฏิทินกำหนดมาเมื่อไหร่ ตกลงกันเวลาที่เป็นกลางยังตกลงกันไม่ได้ กว่าจะประชุมกันตกลงกันได้ว่า เอาเวลาเป็นกลางที่ทุกประเทศยอมรับน่ะ นี่สิ่งนี้เป็นสมมุติ โลกเป็นสมมุติ แล้วแต่ใครจะบัญญัติขึ้นมา ใครค้นคว้าขึ้นมาแล้วเป็นประโยชน์เชื่อถือกันเท่านั้นเอง

แล้วชีวิตเรา เราก็เชื่อถือว่าชีวิตเราเป็นเราใช่ไหม ตัวแทนมันบอกว่า “ของนี้เป็นเรา ชีวิตนี้เป็นของเรา” แล้วมันมีอะไรเหลือเป็นเรา

“สมมุติบัญญัติ” ถ้าบัญญัติ.. สมมุติมันเป็นจริงไหม จริง ! จริงตามสมมุติ ถ้าไม่จริงตามสมมุติ มันจะไม่มีความรู้สึกของเรา ไม่มีหัวใจของเรา ไม่มีความรู้สึกของเราออกไปประพฤติปฏิบัติ

เวลาประพฤติปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติด้วยหัวใจ ด้วยการเดินนะ เราให้ตัวแทน เราสร้างหุ่นยนต์มา ให้เดินจงกรม ให้นั่งสมาธิแทนเราได้ไหม มันก็ไม่ได้.. แล้วเวลาเราเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานี่มันเป็นหุ่นยนต์ไหม ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์เพราะมีชีวิตของเรา มันมีความรู้สึกของเรา มีจิตวิญญาณของเรา

เดินเนี่ย ถ้าใจไม่สั่งให้เดินมันจะเดินได้อย่างไร ถ้าไม่นั่งสมาธิ ไม่ตั้งสติมันจะนั่งอยู่ได้ไหม แต่เวลาเอาเข้าจริงๆ เอาปรมัตถธรรมแล้วมันก็เป็นตัวแทนวันยังค่ำ เพราะเป็นอาการของใจ “มันเป็นอาการของใจ” พออาการของใจกิเลสมันครอบงำอยู่ มันถึงได้ฟุ้งซ่าน มันถึงได้วิตกกังวล ธรรมะพระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น เราก็เข้าใจแล้ว ทุกอย่างเข้าใจหมดเลย... เข้าใจนี้มันเป็นสัญญา มันเป็นข้อมูล มันไม่เป็นความจริงของเรา !

ดูสิ อาหาร เราเป็นแม่ครัว เราทำอาหารเป็น เราว่าอาหารนี่เราทำได้หมด แต่ในเมื่อมันยังไม่ประกอบขึ้นมาเป็นอาหาร มันก็ไม่เป็นอาหาร ! มันเป็นวัตถุดิบใช่ไหม มันเป็นผักเป็นหญ้าที่มันแยกส่วนของมันอยู่ ถ้ามันเป็นผักเป็นหญ้านี่ ถ้าเราเอามาหั่น เอามาผสม เอามาผัด เอามาต้ม เอามายำ มันก็เป็นอาหารขึ้นมา

ในการประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันเป็นเมนูของอาหาร เป็นเมนู มันเป็นตัวอย่างอาหาร มันยังไม่เป็นขึ้นมา อาหารคืออะไร มรรค ๘ เห็นไหม ศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งที่เป็นอาหารขึ้นมา นี่ไง อาหารเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพก็เลี้ยงหัวใจไง เลี้ยงหัวใจให้หัวใจมันดัดแปลง มันแก้ไขไป

นี่สัมมาอาชีวะทางโลกเขานี่ มรรค ๘ คือเลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพนั้นมันเป็นอาชีพ อาชีพหน้าที่การงาน เลี้ยงชีพชอบนี่...

ชีวิตนี้คืออะไร ชีวิตนี้คือไออุ่น ไออุ่นตั้งอยู่บนอะไร ตั้งอยู่บนกาลเวลา นี่ชีวิตคืออะไร นี่ล่ะชีวิต! แล้วเลี้ยงมันเลี้ยงด้วยอะไร ถ้ามันเลี้ยงด้วยตัวแทน ตัวแทนมันก็เป็นเงาให้เราตื่นตะครุบเงาไป ตะครุบเงาไปมันก็ส่งออก ส่งออกไปตลอดเวลา แล้วตัวจริงมันอยู่ไหน ตัวการมันอยู่ไหน ตัวการน่ะ ตัวการถ้ามันสงบเข้ามาก็เป็นตัวการ ตัวการเห็นไหม เซ็นที่ไหนก็เป็นผลประโยชน์ที่นั่น ทำที่ไหนมันก็เป็นความจริงที่นั่น

ถ้ามันเข้ามาถึงหัวใจ ถึงหัวใจน่ะ ถ้ามันเป็นสมาธิเข้ามานั่นน่ะตัวการ ตัวการคือตัวใจ ตัวแทนคืออาการของใจ ตัวแทนคืออาการของใจทั้งหมด แล้วมันมีกิเลสเห็นไหม กิเลสมันยังยุแหย่อีกต่างหากนะ เวลาพระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้ว ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ขันธ์น่ะ ขันธ์ที่เป็นตัวแทน ทำไมมันสะอาดได้

แต่ของเรามันเป็นปุถุชน ขันธมาร ขันธ์ ๕ เป็นมาร มารมันร้อยรัดอยู่ มารเห็นไหม นี่ไง เวลากิเลสมันมีอยู่มันเป็นมาร พอเป็นมาร เป็นตัวแทนที่เป็นมาร เป็นมารเห็นไหม ดูสิ เวลาเขาแย่งชิงวิ่งราวกัน เขาไปทำมาแล้วใครให้ผล เวลาเราตกทุกข์ได้ยาก ไปแย่งชิงวิ่งราวไปปล้นจี้เขามา เวลาติดคุกใครติดคุก สิ่งที่มันคิด สิ่งที่มันต้องการ เราต้องการผลประโยชน์มาเพื่อความพอใจของกิเลสเท่านั้นเอง แต่เวลาผลที่ได้รับมันคืออะไร

นี่ก็เหมือนกัน เวลาคิดน่ะ ตัวแทนมันคิด เพราะมันมีกิเลสมันยุแหย่ใช่ไหม ปฏิบัติธรรมต้องเป็นอย่างนั้น.. ต้องเป็นอย่างนั้น.. ปฏิบัติธรรมต้องเป็นอย่างนั้นนี่มันเกินคาดหมายแล้วนะ ปฏิบัติธรรมมีสติสัมปชัญญะ ยืน เดิน นั่ง นอน ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ นอนก็ได้! แต่เพราะเราไม่มีสติสัมปชัญญะกัน นอนก็หลับไปเลย แต่เป็นคนที่..

มี! ครูบาอาจารย์ที่ท่านถนัดท่านอนก็มี ท่านอนนี่เพราะอะไร ดูคนนอนสิ นอนนานมันก็เมื่อย เรานั่งสมาธิ เราว่าท่านั่งนี่เจ็บปวดไปหมดเลย เวลานอน นอนสัก ๕ ชั่วโมงมันจะปวด มันจะเจ็บ มันจะเมื่อยไหม นอนก็เมื่อย ! ทุกอย่างเมื่อยหมด เพียงแต่ว่าท่านอน เรามันเคยนอน มันเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ใช่ไหม นอนคือนอนหลับ นอนคือนอนพักผ่อน เราไม่คิดนี่ว่านอนปฏิบัติ

แต่ถ้าคนมีจริตนิสัยมาสมกับท่านอนของเขา ท่านอนของเขาได้ ยืน เดิน นั่ง นอน สมควรแก่ปัจจุบันธรรมนั้น เพราะเราจิตมันฟุ้งซ่านมา เวลาเราใช้ชีวิตเห็นไหม ชีวิตของเรานี่ วันหนึ่งมันต้องมีขัดอกขัดใจ มันต้องมีสิ่งที่กระทบว่าสิ่งนี้ไม่พอใจเลย เวลามันกระทบขึ้นมามันแรงนะ มันจะมีความกระเทือนใจมาก

การเดินจงกรมของเรานี่ต้องกระชับ ! ต้องมีความกระชับ ต้องมีสติพร้อม ต่อสู้กับมัน ต่อสู้เดินจงกรมให้ไวๆ เดินจงกรมจนมันใช้พลังงานมันไปจนถึงที่สุดนะ มันจะเริ่มเบาลง เบาลง การเบาลงเพราะอะไร เพราะเราผ่อนคลายสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกไป สติพร้อมเราก็เดินให้ช้าลงได้ เดินจงกรมเลย อัดกับมันเลย

เวลาสิ่งที่กระทบขึ้นมา “ทำไมมันเป็นอย่างนั้น เราทำดีแล้วทำไมไม่ได้ดี ปฏิบัติมาแล้วไม่ได้ผลอะไรเลย” พอไม่ได้ผลอะไรเลยเข่าก็อ่อน เดินจงกรมก็ย่องเอา “ถ้าสักแต่ว่าทำ มันจะไม่ได้อะไรเลยนะ” สติคนเรา เวลาเราตั้งแล้วมันก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา สติเราตั้งขึ้นมามันก็มีชัดเจนอยู่ แล้วเดี๋ยวมันก็เลือนลางไป เราก็ตั้งสติฝึกมันบ่อยๆ แล้วเตือนสติ

เวลาเดินจงกรมขึ้นมา พอมันไม่มีสติสัมปชัญญะ... “นี่เราผิดอีกแล้ว เราทำไม.. เราก็ทุกข์นะ เราก็ปรารถนาสิ่งที่ดี แต่ทำแล้วทำไมมันเป็นอย่างนี้ล่ะ” เราฝึกบ่อย เราเตือนบ่อยครั้ง เตือนบ่อย สร้างบ่อย มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ นะ ทุกสิ่งอย่างมันเกิดจากการกระทำของเรานะ ถ้าเราไม่กระทำ เราไม่ตั้งสติ เราไม่ฝึก มันจะมาจากไหนล่ะ สิ่งนี้มันจะมาจากไหน มันจะลอยมาจากฟ้าหรือ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุและผล ไม่มีสิ่งใดที่เกิดแล้วไม่มีเหตุมีผลหรอก

เหตุปัจจัยทำให้เกิดเป็นไปนะ “ปัจจัย” เหตุและปัจจัยทำให้สิ่งที่เกิดสนอง สิ่งนี้มีถึงมีสิ่งนี้ ถ้าเราตั้งสติขึ้นมา สติที่มันเริ่มอ่อนมันก็เข้มแข็งขึ้นไป เราก็หมั่นตั้งความเพียรของเรา หมั่นทำความเพียรไป อย่าท้อถอย การท้อถอย การน้อยเนื้อต่ำใจมันเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นน่ะ ความเป็นไปนี่เราทำอยู่เพราะอะไร เพราะเราเห็นจริง มันสัมผัสได้นะ

ใจที่มันทุกข์มันร้อนอยู่ มันปลดเปลื้องได้ มันปล่อยวางได้ การปล่อยวางมันปล่อยวางที่ตัวแทน ปล่อยวางที่ตัวแทนบ่อยครั้ง บ่อยครั้งเข้า มันจะไปเห็นตัวการ พอไปเห็นตัวการก็ “อ๋อ.. อ๋อ.. สมาธิเป็นอย่างนี้เอง ความตั้งมั่นของใจเป็นอย่างนี้เอง..” พอตั้งมั่นเห็นไหม “ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นได้ทั้งสมถะ เป็นได้ทั้งวิปัสสนา”

ถ้ามันเป็นสมถะขึ้นมา มันก็ปล่อยวางเข้ามาบ่อยครั้งเข้า บ่อยครั้งเข้า มันปล่อยเข้ามาจนถึงตัวการ พอถึงตัวการ ตัวการจับได้มันก็ให้ผลมากขึ้น เพราะตัวการผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทำเสียเอง มันจะดีขึ้น ชัดเจนขึ้น นี่พอมันชัดเจนขึ้น ปัญญามันเกิดขึ้นมา สิ่งที่ปัญญาเกิดขึ้นมา ปัญญาเห็นไหม ปัญญาเกิดขึ้นมาอย่างนี้ มันจะเป็นโลกุตตรปัญญา

ถ้าเป็นตัวแทน มันจะเป็นโลกียปัญญา เพราะ ! ผู้ที่แต่งตั้ง ตัวการแต่งตั้งเป็นตัวแทนออกไป มันให้ผลมา ให้ผลถึงตัวการได้ มันปฏิเสธผลไม่ได้ โลกียปัญญาก็เหมือนกัน โลกียปัญญาเพราะมันเป็นเปลือกใช่ไหม มันเป็นสิ่งที่เคยชินกับหัวใจใช่ไหม สิ่งที่หัวใจมันเคยเห็นดีเห็นชอบของมัน เห็นดีเห็นชอบโดยตัณหาความทะยานอยากของเรา มันไม่ใช่เห็นดีเห็นชอบโดยธรรม

ในเมื่อเห็นชอบโดยธรรม เราใช้ปัญญาใคร่ครวญเข้ามา ใคร่ครวญเข้ามา มันจะหดสั้นเข้ามาๆๆ หดสั้นเพราะมันเห็นเหตุเห็นผล เห็นเหตุเห็นผลว่าสิ่งที่เราคิดๆ นี่เราคาดการณ์มันผิด มันถึงผิดมันไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เราไม่มีอะไรจับต้อง

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับไปเป็นธรรมดา”

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาของมัน แต่เพราะเราไปยึดมัน ถ้าไปยึดมัน ถ้าไปเห็นโทษของมัน มันก็ปล่อยเข้ามาๆ “บ่วงของมาร.. พวงดอกไม้แห่งมาร..” สิ่งที่เราว่าธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ รูป รส กลิ่น เสียง เป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ความนึกความคิดมันก็เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียงเท่านั้นล่ะ เพราะมันเป็นการสื่อความหมายของโลก โลกเขาสื่อกันได้ขนาดนี้นะ

ดูสัตว์สิ สัตว์ที่เขามีประสาทสัมผัสของเขา ที่เขาไวกว่าเรา เขาสื่อได้ดีกว่าเราอีก แต่! แต่เพราะมันไม่มีสมอง มันไม่มีความเข้าใจของมัน นี่ไงสิ่งที่เป็นธรรมะ มนุษย์เรานี่มีโอกาสมาก มนุษย์มีสมอง มีความคิดนะ สมองเป็นความคิด สมองเป็นสติ สมองนี่ไปศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วสมองก็คิดเข้ามา มันก็หดสั้นเข้ามาๆ หดสั้นมามันถึงจะเป็นตัวใจ ตัวใจเป็นตัวความสงบตัว ตัวนิ่ง ตัวจิตสงบอยู่

ถ้าจิตสงบอยู่ นี่ไง นี่น่ะตัวใจ เนี่ยตัวการมัน ! แล้วตัวการก็ออกพิจารณาใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เพราะ! เพราะความติดข้องของใจ ใจเรามันติดข้องอยู่ในกายของเรา มันเป็นฐานเป็นภพไง เป็นภพเห็นไหม ภพอันละเอียดคือภพ คือภวาสวะ คือภพของใจนะ สิ่งที่เป็นกิเลสสวะ อวิชชาสวะ ภวาสวะ ตัวภพ ตัวภพของใจ

แต่ถ้าเป็นเรื่องของสมมุติ ตัวภพก็คือมนุษย์ไง มนุษย์เป็นเจ้าของ มนุษย์เป็นสิ่งที่การกระทำมา มนุษย์เป็นผู้ทำ มนุษย์ถึงต้องรับผล สิ่งที่รับผล.. ความถูกความผิด มนุษย์ไปรับผล ใครทำชั่วต้องติดคุก ใครทำคุณงามความดี เขาให้รางวัลส่งเสริมกัน สิ่งนี้ความดีความชั่วนี่เรื่องของมนุษย์ นี่เป็นภพ

ในเมื่อจิตมันออกจากความสัมผัสของกายไป สิ่งนี้มันเลยยึดเพราะมีเรา เพราะมันรักตัวเรา มันถึงรักคนอื่น เพราะมันรักตัวเรา มันถึงพอใจคนอื่น เห็นไหม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าตัวการมันพิจารณาไป เพราะผม ขน เล็บ ฟัน หนังของเรา ไม่ต้องไปผม ขน เล็บ ฟัน หนังของคนอื่น สิ่งที่เป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกายนอก

“กายนอก กายใน” กายนอกเราไปเที่ยวป่าช้าคือกายนอก เราไปดูซากศพของคนอื่นเป็นกายนอก กายนอกเพราะอะไร เพราะสิ่งที่เราจะเอาเข้าถึงตัวการ เราทำไม่เป็น เราก็ไปดูสิ่งที่กระทบจากภายนอก คือซากศพจากป่าช้า ไปเที่ยวป่าช้า “คนตายเป็นอย่างนี้ คนตายเป็นอย่างนี้” แล้วหลับตา แล้วเห็นภาพนั้นไหม หรือใช้ปัญญาใคร่ครวญนะ เราก็ต้องเป็นอย่างนี้ เห็นตัวแทนอยู่ข้างนอก แล้วพิจารณาแล้วเราก็เป็นอย่างนี้

เราจะวันหนึ่งก็ต้องมานอนกองอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็จะโดนอีแร้ง สัตว์มันจะเอาอวัยวะของเราไปกินเหมือนกัน ถ้าเขาไม่ได้เผา แต่ถ้าเขาเผาล่ะ ถ้าเราจะเป็นอย่างนั้น.. มันก็หดสั้นเข้ามาๆ หดสั้นเข้ามา ถ้ามันหดเข้ามาถึงตัวของเรา ความติดมันติดที่เราก่อน ใคร่ครวญของมันไปเรื่อยๆ มันจะปล่อยวางๆ ถ้าเป็นตัวการมันเห็นนะ มันสะเทือนหัวใจ ตัวการเห็นตัวการปล่อยวาง เพราะมันติดที่ตัวการ เห็นไหม

ตัวการปล่อยวางเข้า บ่อยครั้งเข้าๆ ถึงที่สุดถ้ามันปล่อย นี่เป็นตัวธรรม ! สิ่งที่เป็นตัวธรรม ตัวธรรมเห็นไหม ธรรม ! ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ธรรม ธรรมมีอยู่โดยดั้งเดิม มีอยู่กับเรา เพราะจิต ! ตัวจิตที่มันสร้างสมมา ดูสิพระโพธิสัตว์สร้างสมมา สิ่งที่เป็นบุญกุศลสร้างอยู่ที่จิตนี้มันเป็นอำนาจวาสนาบารมี แต่! แต่มันก็โดนอวิชชาปกคลุมไว้

สิ่งที่ปกคลุมไว้เห็นไหม.. นี่จิตไม่เคยตาย จิตเวียนตายเวียนเกิดในวาระของชีวิตๆ หนึ่ง ภพชาติหนึ่ง ถึงที่สุดแล้วพอตายไป สิ่งที่ตายไปคือหมดวาระ จิตมันก็หมุนไป “จิตนี้ไม่เคยตาย แต่หมุนไปในวัฏฏะ” ถึงที่สุด ถ้าเราชำระถึงที่สุด ตัวจิต-ตัวการ ตัวการคือผล ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ เวลาเราประพฤติปฏิบัตินั้นข้ามทั้งดีและชั่ว

ดี ดีคือสิ่งที่เป็นมรรค สิ่งที่เป็นสัพเพ ธัมมา อนัตตา สภาวธรรมเป็นอนัตตา ความดีสร้างขึ้นมาก็เป็นอนัตตา ความดีสร้างขึ้นมาแล้ว ผลของมันก็กลับมาอยู่ที่ตัวการ สิ่งที่ชั่วสร้างแล้วมันก็กลับมาอยู่ที่ตัวการ มันก็เวียนตายเวียนเกิด นี้สิ่งที่เป็นตัวการมันเป็นอามิส สิ่งที่เป็นอามิสมันปกคลุม ภพมันปกคลุมใจนี้อยู่

ถ้าปกคลุมใจนี้อยู่ เวลาเราวิปัสสนาไป พอถึงที่สุด เพราะตัวใจนี้มันเป็นตัวปล่อย ปล่อยทั้งตัวแทน ปล่อยทั้งตัวการ เพราะตัวการมันเป็นสัพเพ ธัมมา อนัตตา สภาวธรรม.. สภาวธรรมมันยึดได้ไหม ความรู้สึกที่สุขๆๆ อยู่อย่างนี้เราจะยึดอยู่ตลอดเวลาได้ไหม ความรู้สึกว่าทุกข์นี้มันเป็นอนัตตาทั้งหมดนะ มันอยู่ชั่วคราวนะ อยู่ชั่วคราว

การกระทำไง กิริยาของใจ ใจมันมีการกระทำของมัน ทำดีมันก็ได้ดี ทำชั่วมันก็ได้ชั่ว สิ่งที่ทำดี ความดีชั่วทางโลกมันก็ดีหยาบๆ เห็นไหม ดีชั่วในหัวใจของเรานะ ในทางจงกรม ในทางนั่งสมาธิภาวนา

ปัญญามันเกิดมาจากไหน ! ปัญญามันเกิดมาจากไหน ! ปัญญามันเกิดจากการฝึกฝนของเรา ปัญญาไม่มีใครมายื่นให้ได้หรอก แล้วปัญญานี้ถ้าไม่ฝึกขึ้นมา มันจะเอามาจากไหนล่ะ !

ปัญญาที่เราใช้อยู่นี้มันเป็นปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ จำพระไตรปิฎกมาทั้งตู้เลย มันก็เป็นตัวแทน ! ไม่ใช่ตัวการ ถ้ามันจำพระไตรปิฎกมาแล้วเทียบเคียงอยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็เป็นตัวการมาตลอด

แต่ถ้าทำไปโดยวาสนาของคน มันจะละเอียดๆ เข้าไป มันจะลึกซึ้งเข้ามา.. ลึกซึ้งเข้ามาเป็นสมบัติของเรา ปัญญามันจะเกิดมาจากเรา ถ้าปัญญาไม่ได้เกิดจากเรา มันจะชำระจิตได้อย่างไร

“จิตแก้จิต” เราเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอ หมอต้องฉีดยาเข้ามาในร่างกายเราใช่ไหม มันถึงมาแก้โรคภัยไข้เจ็บในร่างกายของเรา แล้วสิ่งที่ไปศึกษามา มันเป็นยาอยู่ในตู้ อยู่ในร้านค้า มันไม่ใช่ยาของเราน่ะ

นี่! มรรคก็เหมือนกัน มรรคขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันก็เป็นงานของใคร มันก็เป็นชื่อของมรรค มันไม่เป็นตัวจริงขึ้นมาสักทีหนึ่ง ถ้าเป็นตัวจริงขึ้นมาสักทีหนึ่ง เราก็หมั่นเพียรของเรา หมั่นเพียรของเรานะ คนเรามันต้องมีวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติน่ะมันฝึกใจ ข้อวัตรมันเป็นการให้ใจมันได้ก้าวเดินออกไป

ใจของเรานี่มันหมักหมม หมักหมมอยู่กับตัณหาความทะยานอยาก หมักหมมอยู่กับอวิชชา จิตมันโดนหมักหมมอยู่กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติของมัน เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง กิเลสก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่งนะ มันเกิดดับ มันอยู่กับใจเรานี่ แต่สามารถชำระล้างได้ ถ้ามันสามารถชำระล้างได้ เราใคร่ครวญกับมัน เราตั้งใจแล้วใคร่ครวญ พยายามใคร่ครวญ งานไง นี่ฝึกฝนปัญญา ปัญญามันจะมาเองไม่ได้

ถ้าปัญญามันมาเองเห็นไหม ฤๅษีชีไพรต้องเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว เพราะเขาทำสมาธิ เขาถึงตัวการได้ เขาถึงตัวการได้เห็นไหม เวลาฤๅษีชีไพร เวลาดับขันธ์ไป เขาก็ไปเกิดเป็นพรหม เพราะจิตเขาเป็นหนึ่งเดียว จิตเขาเป็นหนึ่งเดียวคือเป็นสมาธิไง สมาธิ สมาบัติ เวลาตายไปก็ไปเกิดบนพรหม ไปเกิดบนพรหม.. กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมดอายุก็เวียนตายมาเกิดก็อยู่ในวัฏฏะอีก นี่ไง เพราะไม่ได้ฝึกฝนปัญญา

ถ้าฝึกฝนปัญญา... ปัญญามาจากไหน ปัญญาจำมาจากตู้พระไตรปิฎกหรือ ปัญญาจำมาจากครูบาอาจารย์หรือ นี่มันเรื่องของตัวแทนหมด ปัญญามันจะเกิดขึ้นจากการฝึกฝน จากการหมั่นวิเคราะห์ มันต้องทดสอบ ให้ใจมันออกรับรู้ จิตที่มันเป็นตัวการแล้ว มันกระทบสิ่งใด มันจับได้

กระทบนะ รูป รส กลิ่น เสียง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เห็นสิ่งใดเราก็รับรู้หมดใช่ไหม แล้วใจอยู่เฉยๆ มันรู้อย่างไร หลับตาอยู่นี่ทำไมเรานึกภาพได้ล่ะ เราหลับตาอยู่ เราไม่เห็นสิ่งใด ไม่มีอะไรกระทบเลย ทำไมมันยังนึกเลยได้ล่ะ เห็นไหม

นี่ไง ถ้าใจมันสงบเข้ามา นี่! ปัญญาที่เกิดจากใจนี้เป็นโลกุตตรปัญญา ภาวนามยปัญญา คนที่เห็นภาวนามยปัญญาโดยสมบูรณ์แบบ อย่างน้อยต้องเป็นพระโสดาบัน เพราะสิ่งที่เราเกิดขึ้นมา สิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติโดยปัญญาที่ว่าเป็นปัญญาที่เราประพฤติปฏิบัตินี่ มันเป็นตัวการและตัวแทนที่มันเสื่อมไง ถ้าเป็นตัวการเห็นไหม เราพิจารณาไปแล้วมันปล่อย สว่าง.. ว่าง.. สบายมากเลย พอคิดบ่อย ใช้ปัญญาบ่อยครั้งเข้า มันก็ออกมาเป็นตัวแทน

เพราะสิ่งนี้มันเป็นธรรมชาติที่มันมีอยู่ ไม่เหมือนทางโลก ทางโลกต้องแต่งตั้ง ถึงมีตัวการตัวแทน แต่ถ้าเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ สัญชาตญาณของความรู้สึก มันเป็นไปโดยธรรมชาติเพราะอะไร เพราะมันหยาบ มันละเอียด มันเป็นข้อเท็จจริงของมันที่มันเป็นอย่างนั้น เพราะเดี๋ยวเจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ เดี๋ยวคิดดีเดี๋ยวคิดชั่ว ความคิดที่คิดที่ดีก็คิดละเอียดก็ได้ คิดหยาบก็ได้

เวลาที่คิดสิ่งที่ดี สติปัญญาที่มันดีขึ้นมา มันมีหยาบมีละเอียด ถ้าใช้มากมันก็ออกมาเป็นตัวแทน เพราะเป็นสามัญสำนึกไง ความคิดเราที่ปกตินี่เป็นตัวแทน แต่ถ้ามันละเอียดเข้ามา แล้วปัญญามันเกิด นี่มันเป็นตัวการ พอตัวการเข้ามา มันหมุนเข้าไป มันปล่อยวาง มันเข้าไปด้วยปัญญา มันลึกซึ้งกว่า มันถึงเป็นภาวนามยปัญญาที่เราฝึกฝนขึ้นไป ฝึกฝนเป็นตทังคปหาน เป็นการปล่อยวางชั่วคราว

คำว่าชั่วคราว เพราะ! มันไม่ได้ถอน มันไม่ได้ตัดสังโยชน์ มันไม่ได้ถอดถอนกิเลส แต่มันเป็นการกำลังต่อสู้ เป็นการกำลังทดสอบด้วยวุฒิภาวะ ด้วยภูมิธรรม ด้วยวุฒิภาวะที่เราประพฤติปฏิบัติ ที่เรายกภูมิจิตภูมิธรรมของเรา ตั้งแต่มันเป็นตัวแทน ตั้งแต่เป็นสามัญสำนึก เป็นปุถุชน จนเข้ามาละเอียดเข้ามาๆ จนมันเป็นตัวการ เป็นกัลยาณปุถุชน แล้วถ้ามันใช้ตัวการนี้ออกใช้ปัญญา มันจะเป็นโสดาปัตติมรรค

สิ่งที่เป็นโสดาปัตติมรรค ถ้ามันไม่ถึงโสดาปัตติผล โสดาปัตติมรรคมันยังเจริญแล้วเสื่อมได้ การเจริญแล้วเสื่อมเห็นไหม ที่มันถอนระหว่างตัวการตัวแทนที่มันถอย มันถอยเดินหน้าและถอยหลัง เจริญแล้วเสื่อม เสื่อมแล้วเจริญ ปัญญามันหมุนบ่อยครั้งเข้า คนที่ประพฤติปฏิบัติ เริ่มต้นการในประพฤติปฏิบัติมันยาก ยากตรงนี้

ยากตรงที่ว่าเราจะไม่รู้สิ่งใดเลย ในการกระทำของเรา เหมือนคนฝึกงาน คนเริ่มทำงานใหม่ เราจะไม่เข้าใจเรื่องของงานเลย แต่ขณะที่เราทำงานจนมีความชำนาญขึ้นมา เราจะทำงานด้วยความคล่องแคล่วตัวของเรา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมาจากการที่เราใช้ใคร่ครวญ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กาย เวทนา จิต ธรรม เหมือนกัน แต่มันเป็นวุฒิภาวะของจิตที่ละเอียด-หยาบต่างกัน

ความเห็นความรู้สึกมันถึงหยาบ-ละเอียดต่างกัน ความกว้างความแคบมันละเอียดต่างกัน ทั้งๆ วุฒิภาวะด้วย การตั้งใจ การมีสติแล้วพิจารณาของเราด้วย ทั้งอำนาจวาสนาที่ชอบ ที่ความถนัดของใจด้วย มันมีหลายๆ อย่างรวมกัน มีหลายๆ เหตุ หลายๆ ปัจจัย ทำให้การประพฤติปฏิบัติของเราเจริญขึ้นไปเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เราไม่ต้องไปเทียบเคียงกับของผู้ใด

ฟังธรรม.. เวลาฟังธรรม ธรรมที่แสดงออกมานี้มันหลากหลาย หลากหลายให้ตรงกับจริตนิสัย จริตนิสัยของใคร จับสิ่งใดที่มันกระเทือนใจของเรา เอาตรงนั้นแล้วใคร่ครวญ นี่ไง “จากดวงใจดวงหนึ่งให้กับดวงใจอีกดวงหนึ่ง” ดวงใจของผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาทุกดวงใจ

คนที่ประพฤติปฏิบัติมาไม่มีดวงใจไหนเลย ที่ปฏิบัติแล้วจะไม่มีการผิดพลาดมา นี้สิ่งที่ผิดพลาดมานี้ จากดวงใจที่เคยผิดมาแล้วพยายามต่อสู้จนเข้าใจ จนผ่านเป็นชั้นเป็นตอนเข้ามา “เหตุและผล” สิ่งที่การกระทำที่ผ่านมา ที่ผิดก็มี ที่ถูกก็มี แล้วที่ถูกที่ไม่ถึงกับสิ้นกับถอดถอนกิเลสก็มี

สิ่งนี้.. ถึงถูกแล้ว แต่ถ้าเราไม่หมั่นเพียร ถูกแล้วเราไม่รักษาของเรา ถูก... ถูกคือมันวิปัสสนาไป แล้วมันว่าง มันปล่อย มีความสุขมากนะ ความสุขที่ไม่เจือด้วยอามิส สิ่งที่เราทำบุญกุศล นั่งสมาธิ มันเป็นอามิสทั้งนั้นน่ะ มันมีสิ่งกระทบ แต่ปัญญามันเข้าไป เวลามันปล่อยขึ้นมา มันเป็นความสุขของใจ

ความสุขของใจเห็นไหม จนให้เราติดได้ ทุกคนปฏิบัติไปมันจะติดนะ ติดว่าสิ่งนี้เป็นสมบัติของเรา สิ่งนี้เป็นสมบัติเรา ทำไมต้องเป็นสมบัติของเราล่ะ สมบัติกับเรามันคนละอัน มันจะเป็นสมบัติของเราได้อย่างไร ถ้าไปถึงที่สุดแล้ว มันปล่อยพั้บ! กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ มันจะเป็นสมบัติของใครหรือ ตัวมันเป็นเอง

นี่ไง จากตัวแทนเข้ามาเป็นตัวการ แล้วเป็นตัวธรรม ตัวธรรมนะจิตที่เป็นธรรม จิตที่เป็นพระโสดาบันน่ะ ตัวจิตนี่เป็นตัวธรรม แต่ตัวธรรมอย่างนี้มันยังมีสิ่งที่ปกคลุมอยู่ มันยังมีสิ่งที่กิเลสอย่างละเอียด ละเอียดสุด แล้วตัวของมัน

ตัวการ ตัวแทน แล้วก็ตัวจิต ตัวจิตคือตัวที่เป็นธรรม ถ้าตัวจิตที่ยังไม่เป็นธรรมเลย มันเป็นตัวการทั้งหมด เพราะเราไม่เห็นจิต ไม่รู้จักจิต เราไม่เห็นนะ เราไม่รู้หรอก เราไม่เข้าใจมัน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะมันเป็นเหมือนกับ.. สิ่งที่ว่ามันเป็นอวิชชา มันครอบงำได้แค่นี้

แต่สิ่งที่เราศึกษา เราประพฤติปฏิบัติ มันเป็นธรรมของครูบาอาจารย์ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ธรรมมีอยู่” ธรรมมีอยู่เห็นไหม ธรรมมีอยู่ที่มันอยู่ในก้นบึ้งในใจเรา มันมีอยู่ มันมีจิต มันมีวิญญาณรับรู้ มีวิญญาณที่สุขที่ทุกข์นี้มันมีอยู่ แต่เราจะเอาอะไรไปเพิกถอน เอาอะไรไปเพิกสิ่งที่มันเป็นอวิชชา มันเป็นนามธรรม มันเป็นความรู้สึก เห็นไหม

“กิเลสมันอยู่หลังความคิดเรา” ไอ้ความคิด เวลาความคิดเราที่คิดขึ้นมา สิ่งที่เราคิดว่าเรามีปัญญา เราว่าเราฉลาด กิเลสมันอยู่หลังนะ เราฉลาด.. ฉลาดในแง่มุมใดล่ะ ฉลาดในการเบียดเบียนตนเองไง เบียดเบียนตนเองเพราะวันเวลามันผ่านล่วงไป จะฉลาดแค่ไหน คนมีปัญญามากขนาดไหน คนจะมีอำนาจวาสนาขนาดไหน ไม่พ้นความตาย !

นี่ไง ถ้าว่าฉลาด เราดี เราแน่ เรามีคุณสมบัติดี เราเป็นคนที่สังคมยอมรับ เราไปหลงใหลกับชีวิตไง นี่ไง ฉลาดอะไร.. ฉลาดแล้วทำไมทำให้เวลาเราล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นบุญกุศล เป็นสิ่งที่เป็นสมบัติของเราติดไม้ติดมือเราเลย เวลาเข้าไปถึงมัจจุราชมาเยี่ยมเมื่อไหร่นะ ตายเมื่อไหร่นะ มันจะนั่งคอตกเลย ฉลาดแค่ไหน มีปัญญาอำนาจวาสนาขนาดไหน ก็นั่งคอตก กลัวตายทั้งนั้นล่ะ

แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติเห็นไหม มันไม่ให้เราหลอกเรา “ทุกคนเกิดมาแล้วมีการพลัดพรากเป็นที่สุด” ทุกคนเกิดมาต้องตายหมด แล้วเราจะมีอะไรติดไม้ติดมือเราไป บุญกุศลก็ได้สร้างมาแล้ว “ทาน” ระดับของทานเราได้สร้างมาแล้ว ศีล สมาธิล่ะ สมาธิเกิดขึ้นมาหรือยัง ถ้าสมาธิเกิดขึ้นมา เราทำของเราขึ้นมา เราทำของเราเพราะสมาธิไม่มีใครจะทำแทนกันได้ เราต้องประพฤติปฏิบัติ

ปัญญาเห็นไหม ปัญญาของครูบาอาจารย์ ปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนี่ย ศึกษาในพระไตรปิฎกเนี่ย กำใบไม้ในมือเท่านั้นนะ แล้วใบไม้ในป่าล่ะ ปัญญาข้อเท็จจริงมันมีมากมายกว่านี้อีกหลายเท่านัก แล้วถ้าปัญญาของเรามันปฏิบัติไป มีสติไว้.. มีสตินะ.. อย่าให้หลุด ถ้าหลุดออกไปนี่สติมันเผลอ ถ้ามีเหตุมีผล ไม่ต้องตกใจสิ่งใดๆ

เวลาภาวนาไป เกิดสิ่งใดที่เราไปรู้ไปเห็นขึ้นมา ถ้า! ถ้ามันสะเทือนใจให้กลับมาที่พุทโธ ให้กลับมาที่ตัวจิตทุกอย่างจะหายหมด เราลืมตาเราจะเห็นภาพทุกๆ อย่างเลย เพราะมีเรา เราถึงได้สัมผัส อายตนะเราได้สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียงเป็นผู้สัมผัส สิ่งที่เห็น คือจิตมันไปรู้ สิ่งที่เห็นจิตมันไปรู้ ถ้าเราถอนกลับมาที่จิต หมด จบสิ้น

แต่เวลาเราออกวิปัสสนาเห็นไหม เวลาวิปัสสนากัน ทุกคนจะกลัวมาก พิจารณากาย พิจารณาซากศพอย่างนี้ พิจารณาอสุภะ คิดว่ามันจะเป็นซากศพ มันเป็นผี เป็นต่างๆ มันไม่ใช่!! ความเห็นผิดของใจนะ สิ่งที่เราไปเห็นผี นั้นมันไปเห็นวิญญาณ แต่ซากศพนี่มันเป็นอสุภะ สิ่งที่เป็นซากศพมันเป็นเพราะอะไร เพราะใจเราติดเขา เขาติดเรา

เวลาเราเห็นซากศพ ให้มันระลึกถึงมรณานุสสติ เราจะนึกถึงมรณานุสสติมันก็ย้อนกลับมาที่เรา ย้อนกลับมาที่ใจเรา ถ้าย้อนกลับมาที่ใจเรา สิ่งนี้มันเป็นสัจธรรม มันไม่ใช่ผี สิ่งที่เราไปเห็นแล้วคิดว่าสิ่งนี้เป็นผี เป็นสิ่งที่น่ากลัว มันไม่ใช่ผี มันเป็นสัจธรรม สัจธรรมตรงไหน สัจธรรมตรงจิตโดยสามัญสำนึกของคนชอบสวยชอบงาม ชอบสิ่งที่ว่าคงที่ ชอบสิ่งที่ว่าเป็นสมบัติของเรา

แล้วในโลกนี้มันไม่มี.. โลกนี้มันไม่มีหรอก ในโลกนี้มันเป็นอนิจจังทั้งหมด โลกนี้มันแปรปรวนทั้งหมด สิ่งที่มันแปรสภาพไม่มีอะไรคงที่หรอก ไม่มี !

สิ่งที่ไม่มีอะไรคงที่ปั๊บ เราก็ไปคิดเอาเองว่า สิ่งที่เราไปเห็นซากศพมันจะเป็นผี ไม่ใช่ผี ! มันเป็นใจเราเห็น ถ้าเป็นผี.. ใจเราสิเป็นผี ใจเรานี่เป็นผีเพราะเป็นจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมันมีเกิดมีตาย มันเวียนตายเวียนเกิดไป แต่ขณะที่มันเป็นปัจจุบันธรรม สิ่งที่เห็นนั้นเป็นสัจธรรมนะ มันเป็นสัจธรรมเพราะอะไร เพราะสิ่งที่มันฝังอยู่ กิเลสมันพอใจสิ่งนั้น มันรักสงวนสิ่งนั้น

แล้วสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราเห็นคือว่าจิตมันสงบแล้วเห็นกาย ถ้ากายมันแปรสภาพไป มันไม่ใช่ผี.. มันเป็นอริยสัจ ! มันเป็นสัจธรรม ! มันเป็นสัจธรรมเพราะคนที่มีอำนาจวาสนา ถ้าเราเห็นกาย ดูสิ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติทางโลก เขาเห็นจิตวิญญาณ เห็นผี มีฌานสมาบัติน่ะ มาคุยโม้กัน ไอ้นั่นน่ะเรื่องโกหก เรื่องโกหกเพราะว่ามันเป็นโลกไง เป็นโลกคือมันเปลี่ยนแปลงไง เราไปเห็นภาพนี้ก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเห็นภาพต่อจากเรา มันเป็นอันเดียวกันไหม

กาลเวลามันเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่มีอะไรคงที่ แต่ขณะที่เราเห็นกายของเรา มันไม่ใช่ผี มันเป็นปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่เห็น ใจมันเห็นอสุภะ อสุภะคือเห็นกายเรานั่นล่ะ ใครเห็นกายก็คือเห็นกายของตัวเอง เห็นกายโดยใจ ใจเห็นไหม ดูสิ ส้มกับเปลือกส้ม ร่างกายนี่มันคือเปลือกส้ม ตัวใจคือตัวเนื้อส้ม เนื้อส้มกับเปลือกส้มมันสัมผัสกัน เนื้อส้ม.. ส้มไม่มีชีวิต แต่ถ้ามันเป็นจิตมันชีวิต เห็นไหม

จิตมันมีชีวิต จิตมันเป็นสันตติ มันมีความเข้าใจ มันเห็นกาย เห็นกายก็เห็นกายเรา ถ้าเห็นกายเรามันก็กระเทือนกิเลสเพราะอะไร เพราะตัวการตัวแทนนี่ ในเมื่อตัวการมันเห็นตัวแทน เพราะเราจะไม่ส่งตัวแทนไปทำงานอีกแล้ว เราจะไม่ให้ตัวแทนไปหาสิ่งชั่วร้าย หาสิ่งที่มันพอใจ แล้วมาทับถมตัวการ มาทับถมใจเรา มันพิจารณาไป มันก็เริ่มสะเทือนหัวใจ มันสะเทือนหัวใจ

นี่สิ่งที่ตัวแทนกับตัวการมันจะขาดกันได้ มันขาดกันที่สังโยชน์ สังโยชน์มันร้อยรัดไว้ สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดในกาย เพราะเห็นผิด พอความเห็นผิดมันก็ยึดว่ากายเป็นของเรา เพราะกายเป็นของเรา สรรพสิ่งเป็นของเรา ทั้งๆ ที่ธรรมะพูดปากเปียกปากแฉะ ว่า “กายไม่ใช่เรา ตายแล้วก็แล้วกันไป” แต่จิตใต้สำนึก สิ่งที่เป็นสังโยชน์ที่มันร้อยรัดไว้ เวลาปุถุชนเราตาย ตายพร้อมกับขันธ์ ๕ พร้อมกับความยึดมั่น ตายไปน่ะ ไม่อยากตายเลย..

คนเจ็บไข้ได้ป่วยน่ะจะตัดแข้งตัดขา เพราะเป็นเบาหวาน ตัดไม่ได้.. เดี๋ยวตายไปแล้วมันจะเป็นคนขาด้วน... มันจะด้วนมาจากไหน มันวิตกกังวลไปหมด แล้วยิ่งเวลาตายไป มันตายไปพร้อมกับวิตกกังวล ตายไปพร้อมกับขันธ์ ๕ ตายไปพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น ตายไปเพราะความวิตกกังวล แล้วมันก็เกิดอีก ไปเกิดโดยสิ่งที่มันมีบุญกุศล บาปอกุศลไปนั่นแหละ

แต่ถ้ามันเป็นความจริง เห็นไหม สิ่งที่เป็นความจริง ถ้าเป็นตัวการ มันเห็นจริง มันเป็นเพราะอะไรล่ะ มันเป็นเพราะสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นเพราะสิ่งที่เราติดข้องกับมันไป วิปัสสนาเห็นตามความเป็นจริง มันแปรสภาพเดี๋ยวนั้น กายมันจะย่อยสลายเดี๋ยวนั้น มันจะแปรสภาพเดี๋ยวนั้นเลย เห็นเดี๋ยวนั้น ปล่อยเดี๋ยวนั้น มันถอนสังโยชน์ไง ถอนสังโยชน์คือถอนความยึดมั่นว่าสิ่งนี้เป็นเรา

พอมันถอนปั๊บ ถอนขาด! กายเป็นกาย จิตเป็นจิต ทุกข์เป็นทุกข์ ปล่อยขาดหมดเลย พอปล่อยขาดหมดเลยมันก็อยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันด้วยมิตรภาพ อยู่ด้วยกันด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะ! เพราะในเมื่อกิเลสมันขาดไป ใจมันก็ว่าง ทีนี้ว่างแล้ว นี่ไง สิ่งที่เหลืออยู่ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความเข้าใจ มันก็ดูแลกันไป ดูแลร่างกายนี้ไป แล้ววิปัสสนาซ้ำเข้าไป ซ้ำเข้าไป ถึงที่สุดมันผ่านไปนี่ กายกับจิตแยกออกจากกัน มันก็อีกชั้นหนึ่ง

แล้ววิปัสสนาต่อไปมันจะเกิดเป็นอสุภะนะ สิ่งที่เป็นอสุภะ อสุภะเพราะอะไร เพราะอสุภะ.. ถ้าพิจารณาอสุภะ มันจะไปทำลายกามราคะ สิ่งที่เป็นกามราคะ ทำให้หัวใจเราเดือดร้อนกัน มนุษย์เกิดขึ้นมา ไม่มีสิ่งใด จบลงที่กามราคะทั้งหมด เพื่อกามราคะ ทำอะไรก็เพื่อกาม เพราะมันติดในกาม มันเพื่อกาม กามราคะ ปฏิฆะ สิ่งต่างๆ มันตกลงที่นี่ ถ้ามันจะตกลงที่นี่เราจะถอนมันอย่างไร

การจะถอน เห็นไหม สิ่งที่จะถอนเรื่องกิเลสนี้ มันจะต้องเป็นมหาสติ มหาปัญญา การกระทำมันต้องขยันหมั่นเพียรไง คนที่ทำงานแล้วได้ผลงาน เหมือนเราทำงานแล้วได้ผลงานขึ้นมานี่ มันจะขยันหมั่นเพียรมากนะ แต่เราทำแล้วไม่ได้ผลงานนี้ ดูสิ ทำอะไรมาก็ขาดทุน ทำอะไรมาก็ไม่มีความประสบผลสำเร็จเลย มันท้อถอย น้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมเราเป็นอย่างนั้น มันกรรมของสัตว์นะ.. มันเป็นเรื่องของกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์เห็นไหม ถ้าสัตว์มันมีบุญกุศล มีการสร้างบุญกุศลมา ทุกคนเกิดมาชีวิตไม่มีใครราบรื่นหรอก

ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์นะ เป็นศาสดาด้วย พราหมณ์นิมนต์ไปจำพรรษา ลืมใส่บาตร ๓ เดือน จนพระโมคคัลลานะทนไม่ไหวเลย จะพาไปบิณฑบาตทวีปอื่นเลย พระพุทธเจ้าไม่ยอม ไม่ยอมเลย พอออกพรรษา พวกเธอชนะแล้ว ชนะอะไร ชนะกิเลสตัณหาของตัวไง ชนะคือเราอยู่ได้ มีอย่างใดใช้อย่างนั้น

แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชีวิตนะ พราหมณ์นิมนต์ไว้ จนไม่ได้ใส่บาตร ๓ เดือน กินชานอาหาร ข้าวม้า ข้าวกล้องเอามาบด เอาข้าวกล้องมาบดให้เป็นแป้ง แล้วเอาน้ำมาพรม เพราะภิกษุทำอาหารให้สุกเองไม่ได้ ภิกษุทำอาหารให้สุกเป็นอาบัติ ได้อย่างไรมาต้องฉันอย่างนั้น ทนเอา.. ใช้ไป.. นี่กรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มี ถึงขนาดว่าเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาของเรา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดไว้ในธรรมนะ “ถ้าพวกเราประพฤติปฏิบัติ แล้วโดนแรงเสียดสีกับสังคมโลก ให้นึกถึงเรา” เพราะ! คนที่โดนกระทบกระเทือนในสังคมโลก ไม่มีใครโดนแรงเท่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเป็นศาสดา เป็นผู้บุกเบิก เจ้าลัทธิต่างๆ เขาพยายามต่อต้าน เขาพยายามทำร้ายอยู่ มันมีทั้งนั้นน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้บอกเลย ถ้ามันมีแรงเสียดสี แรงต้านทาน เราประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน เราใช้ชีวิตก็เหมือนกัน ชีวิตของเรามันก็มีลุ่มๆ ดอนๆ แต่ลุ่มๆ ดอนๆ เราก็ต้องอยู่ในศีลธรรมของเรา ทำแต่ความดีของเรา “ความดีคือความดีความชั่วคือความชั่ว” สิ่งที่เกิดนี้มันเป็นผล เป็นวิบาก

สิ่งที่เป็นวิบากเห็นไหม ในการประพฤติปฏิบัติมันจะมีวิบาก มันจะมีผลของมันขนาดไหน ให้มันเป็นไป แต่เราปฏิบัติของเราให้เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันน่ะ เพราะสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติน่ะ มันมีคุณค่าเหนือทุกๆ อย่าง

อริยทรัพย์.. ทรัพย์ภายใน.. ดูสิ เวลาประพฤติปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา ถ้าจิตมันสงบนี่เทวดาเขาปกป้องเลย ยิ่งวิปัสสนา เทวดาจะมาคุ้มครองดูแลเลย คุ้มครองดูแลเพื่ออะไร เพราะเพื่อเขาจะได้บุญกุศลกับเราไง ยิ่งประพฤติปฏิบัติไปแล้วนะ ถ้าถึงที่สุดนะ เราแสดงธรรม การแสดงธรรมมันสะเทือนกันไปหมดนะ เขาได้ผลประโยชน์ตรงนั้นด้วย

นี่สิ่งที่มันจะทำขึ้นมา มันถึงต้องมีสติสัมปชัญญะ แล้วไม่ต้องไปน้อยเนื้อต่ำใจ สิ่งที่มันเป็นปัจจุบัน มันเกิดกับเราก็คือเราทำมา สิ่งที่เราทำมาแล้วเราจะไปน้อยเนื้อต่ำใจ มันเป็นจริต เป็นนิสัยนะ แล้ววิปัสสนาไปเป็นสติ เป็นมหาสติ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นแต่ละระดับนะ มันจะลึกซึ้งเข้าไป จะไปพูดกับใคร ถ้าพูดกับครูบาอาจารย์ ปรึกษาครูบาอาจารย์ ท่านจะเข้าใจกับเรา แล้วพูดกันรู้เรื่อง

แต่ถ้าไปพูดกับคนอื่นนะ มันก็ตัวการตัวแทนนั้นไง พูดกับคนอื่นเขาเป็นตัวแทนทั้งหมด เขาก็พูดโดยตัวแทน มันเป็นวิทยาศาสตร์ “เป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น” พอเราพูดไป มันเหมือนกับเรานี่ไม่สมประกอบเลยนะ แต่ถ้าเป็นความจริง ถึงความจริงกับเรา เราถึงไม่ต้องไปตกใจ วิตกกังวลจากสังคม

การกระทำของเรานะ สังคมนะมันเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นเรื่องหยาบๆ สังคมนี่หยาบมาก แต่อาศัยกันอยู่ เพราะ! สังคมถ้าไม่มีศีลธรรมจริยธรรม มันจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ในเมื่อสังคมมีศีลธรรมจริยธรรม สังคมสงบร่มเย็น สมณะ ชี พราหมณ์ มีโอกาสประพฤติปฏิบัติเห็นไหม เราเป็นสมณะ ชี พราหมณ์ เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้าสังคมร่มเย็นเป็นสุข เราจะมีโอกาสประพฤติปฏิบัติ เราจะไม่ไปติเตียนสังคม

ในสังคมร่มเย็นเป็นสุข เราก็ประพฤติปฏิบัติ ในเมื่อเราประพฤติปฏิบัติแล้ว เราจะเอาสังคมเป็นใหญ่ หรือเอาธรรมะเป็นใหญ่ล่ะ เอาโลกใหญ่ หรือเอาธรรมะเป็นใหญ่ ถ้าเอาธรรมะเป็นใหญ่ เห็นไหม ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไร ในเมื่อเราจะประพฤติปฏิบัติ เราต้องเอาสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางบรรทัดฐานไว้ แล้วบังคับเรา

เพราะเราจะเข้าหาจุดเป้าหมายของธรรม เราจะเข้าหาเป้าหมายจุดของธรรมแล้ว เราต้องมีศีล เราต้องมีการบังคับตน เห็นไหม “ผู้ปฏิบัติทุกคนจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร” ...ล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ฟังสิ! “ความเพียร” ทีนี้ความเพียรของเรา เริ่มต้น ความเพียรของเราน่ะมันก็มีลุ่มๆ ดอนๆ ความเพียรของเรามันก็มีสูงมีต่ำ ความเพียรของเราก็มีผิดมีพลาด มีมิจฉา มีสัมมา เห็นไหม

อย่างนี้เราต้องคัดเลือกเอา เราคัดเลือกบ่อยๆ ครั้ง บ่อยครั้งเข้า มันจะเข้าหาความถูกต้องได้ ถ้าความถูกต้อง.. ทุกคน เวลามันผิด เราก็เอามาเป็นคติตัวอย่างของเรา เวลามันถูกขึ้นมาเราก็จำไว้ เราวางใจอย่างไร เราทำอย่างไรมันถึงเป็นอย่างนี้ มันถึงเป็นสติ แล้วมหาสติกับสติมันต่างกันอย่างไร เห็นชัดเจนมากนะ

สติ เห็นไหม สติสัมปชัญญะ สติของเราที่ใคร่ครวญขึ้นมา มันปล่อยวางเข้าเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป แล้วทำไมมันจับไม่ได้ล่ะ มันจับไม่ได้ เพราะสิ่งที่ด้อยกว่า สิ่งที่กิเลสมันละเอียดกว่า เราเอาเครื่องมือที่ด้อยกว่าไปจับสิ่งที่.. นี่เห็นไหม ตัวแทนตัวการที่มันด้อยกว่า มันเข้ากันไม่ได้ มันจะไปจับกันได้อย่างไร

เราถึงต้องตั้งสติขึ้นไป พอตั้งสติขึ้นไป มันจะเป็นมหาสติ พอเป็นมหาสติขึ้นมา สติมันมีกำลังขึ้นมา มันยับยั้งได้หมด สติยับยั้งเรื่องความคิด เรื่องสิ่งที่มันโถมใส่ใจได้ มันยับยั้งได้ แล้วมันวิปัสสนาไป จนสติปัญญารวมไปเป็นมรรคญาณทำลายเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป

พอเราตั้งสติขึ้นไป มันจะเป็นมหาสติ พอมหาสติ เห็นไหม มหาสติ-มหาปัญญา มันไปจับสิ่งที่ละเอียดในหัวใจ สิ่งที่ว่าเป็นกามราคะ กามราคะมันเกิดมาจากไหน คนตายมันจะมีความรู้สึกกันได้อย่างไร มันต้องคนเป็นใช่ไหม แล้วคนเป็น อะไรมันถึงเป็นคนเป็นล่ะ

เพราะคนเป็นมันมีจิตวิญญาณใช่ไหม ถ้าคนเป็นมีจิตวิญญาณ เพราะมันเกิดมาจากใจทั้งนั้นล่ะ ถ้ามันเกิดจากใจ มันจับเข้าไป มันเห็น โอ้โห สิ่งที่เป็นความว่าง ว่าว่างๆ มันไม่มีสิ่งใดเลยนี้ มันซุกอยู่ที่นี่เอง พอจับได้ สิ่งที่จับได้เหมือนเชื้อโรค เราไม่รู้ว่าเราเป็นโรคร้าย เราก็ยังภูมิอกภูมิใจอยู่นะ ถ้าเรารู้ว่าเป็นโรคร้ายขึ้นมานี่เราตกใจ เราพยายามจะรักษา เราพยายามจะแก้ไขของเรา

นี่ก็เหมือนกัน จิตถ้าเข้าไปเห็นกามราคะ สิ่งที่เป็นกามราคะมันเป็นโอฆะ! มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเวียนตายเวียนเกิดในกามภพ ทีนี้กามภพ ตัวจิตนี่มันจะชำระล้างอย่างไร ถ้ามันจะชำระล้างขึ้นมานี่ พอจิตมันจับได้นี่ มันใช้ปัญญา แล้วปัญญาอย่างนี้มันเป็นมหาปัญญา ..มหาปัญญามันเทียบเคียงกับใจได้อย่างไร มันละเอียดอ่อนลึกซึ้งเข้ามา นี่! ปัญญามันเกิด

พอมันเกิดขึ้นมามันแยกแยะ พอแยกแยะมันก็ปล่อย พอมันปล่อยกิเลสมันก็ซ้อน ซ้อนว่าสิ่งที่ปล่อยนี้มันเป็นพระอรหันต์ นี่กิเลสมันจะสอดแทรกตลอดเวลา การกระทำของเรานี่ สิ่งที่ประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่มันไม่สมประโยชน์กับเรา หรือมันทำแล้วไม่ได้ผล ก็เพราะกิเลสมันเข้ามาสอดแทรกตลอดเวลา

คำว่าสอดแทรกตลอดเวลา มันก็ต้องมีสติ มันต้องมีการทดสอบ มีสติว่าถ้ามันปล่อยวาง มันมีเหตุผลอะไรปล่อยวาง เหตุผลอะไรที่กิเลสมันตายไปมันมีอะไรตายไป แล้วมันมีอะไรตายไป ชีวิตประจำวันของเราเห็นไหม ออกบิณฑบาต ออกดูสังคมโลก เทียบเคียงสิ ใจมันฟู ใจมันแฟบไปกับเขาไหม

สิ่งที่กระทบกระเทือนใจขึ้นมานี่ มันพอใจไหม ถ้าเราจะกดไว้ด้วยสติ มันก็ไม่กระเพื่อม ไม่เป็นอะไร ทดสอบบ่อยครั้งเข้า มันต้องมี “ของที่มีอยู่นะมันต้องแสดงตัว” กิเลสในหัวใจถ้ามันยังมีอยู่มันต้องแสดงตัว มันจะปล่อยวางขนาดไหน กิเลสมันฉลาดกว่าเรานะ ถึงเวลาถ้าเราตั้งสติ เรามีความเพียร เรามีกำลังของเรา กิเลสมันนอนนิ่ง มันหลบ มีความสุข แล้วก็ว่าว่างๆ หาไม่เจอหรอก

คนเราเจ็บไข้ได้ป่วยกินของแสลงนี่โรคมันจะเกิด โรคมันจะแสดงตัว นี่ก็เหมือนกัน พอเราว่าเราชะล่าใจ ปล่อย.. เดี๋ยวมันมีสิ่งใดที่กระทบกระเทือนใจ สิ่งที่มันพอใจ มันแสดงตัว มันมีอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การผิดพลาดในการใช้ปัญญา ทั้งๆ ที่เราใช้ปัญญาว่าจะไปฆ่ากิเลสนี่ กิเลสมันยังสามารถเอาปัญญาที่เราว่าจะฆ่ากิเลส มาทำลายความเพียรของเราได้ มาทำลายจุดมุ่งหมายที่เราจะฆ่ามันได้

สิ่งนี้มันเกิด เวลามันเกิดมันเกิดกับใจเรานะ ถ้ามันยังไม่มีสติสัมปชัญญะ เห็นอาการแบบนี้มันจะไม่เข้าใจ มันจะไม่เข้าใจหรอก พอไม่เข้าใจนี่เราจะเป็นคนที่ทำแบบคนไม่มีสติ ทำแบบสุกเอาเผากิน มันจะสุกเอาเผากิน ยอมรับแล้วเชื่อกิเลส มันให้เหตุให้ผล แล้วเชื่อไป ถ้าเชื่อไปแล้วนี่เดี๋ยวมันก็เสื่อม มันจะต้องเสื่อมเป็นธรรมดาเห็นไหม “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” สภาวธรรมมันเป็นอนัตตา ปัญญาเราคิดได้ บางทีเราคิดได้เรามีปัญญาขึ้นมา เราซาบซึ้งมาก เราคิดว่าเราจะรู้ตลอดไป

แล้วเวลามันเสื่อมไป ทำไมเหตุผลที่ว่าเรารู้ตลอดไป ทำไมเราท้อถอยล่ะ ทำไมเรามีทุกข์ล่ะ เวลามันเสื่อม สัพเพ ธัมมา อนัตตา เราถึงต้องใช้ปัญญาบ่อยครั้งเข้า ใคร่ครวญบ่อยครั้งเข้า ต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญ โดยมีสติ โดยมีสมาธิ เป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีสมาธิเป็นพื้นฐาน มันจะเป็นสัญญาทันที เป็นสัญญา เป็นสังขาร มันก็เป็นตัวแทนทันที

แต่ถ้ามันมีสมาธิขึ้นมา เพราะสมาธิมันเป็นตัวการ พอมีสมาธิขึ้นมา ปัญญาก็เกิดขึ้นมา มันก็จะเป็นมรรคทันที แล้วมันจะลองผิดลองถูก สิ่งที่ลองผิดลองถูก ดูสิ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นได้ทั้งสมถะ เป็นได้ทั้งวิปัสสนา เวลาสมาธิมันอ่อนไป ก็ใช้ปัญญาใคร่ครวญมัน ให้มันฝึกฝนขึ้นมา ให้ฐานมันเข้าขึ้นมา มันถึงเป็นมหาสติ มหาปัญญา

มหาสติ มันต้องมีมหาสมาธิด้วย มหาสมาธิมันละเอียดขึ้นมา มันใคร่ครวญเข้าไปบ่อยครั้งเข้า ถ้าบ่อยครั้งเข้ามันจะชำนาญขึ้น พอชำนาญขึ้นมันจะมีกำลังมากขึ้น มันจะปล่อยวาง พอปล่อยวางปั๊บ มันก็ว่า “น่าจะเป็น.. น่าจะเป็นตลอดไป” ถ้าเราไม่เชื่อ เราพิจารณาไปซ้ำๆ เราหาเหตุผลเทียบเคียงไปถึงที่สุดนะ มันจะเข้าไปถึงตัวใจ เห็นไหม ตัวการ-ตัวแทน ทำลายตัวการทั้งหมด ครืนๆๆ ไปเลยนะ

แล้วใช้ปัญญาใคร่ครวญเข้าไปบ่อยครั้งจนว่างหมด นี่ไง ในเมื่อ “จิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้นี้หมองไปด้วยอุปกิเลส” คำว่าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส มันผ่องใสนี่มันผ่องใส มันว่างหมดเลย... แล้วว่างแล้วใครรู้ว่าว่างล่ะ ว่างแล้วใครเป็นคนรับรู้ผิดชอบตัวนี้ล่ะ ความรับผิดชอบตัวนั้น เห็นไหม

นี่ไงถ้าพลิกฟ้าคว่ำดินจะเป็นตัวธรรม เพราะตัวธรรม ตัวแทนหรือตัวการ มันมีเหตุมีผล มีดีและชั่ว มันเป็นของคู่ นี่!สิ่งนี้เป็นของคู่ ในเมื่อมีมืดมีสว่าง มีสุขมีทุกข์ มีดีมีชั่ว มันเป็นของคู่หมดเลย พอมันถึงที่สุดแล้ว มันเป็นพลังงานเฉยๆ พลังงานที่ว่าถ้ายังไม่ถึง ไม่ได้พลิกฟ้าคว่ำดินนะ มันก็ว่างของมัน..

“ว่างคู่กับไม่ว่าง” นี่ความทุกข์อันละเอียดนะ ความทุกข์ของพระอนาคา พระอนาคาต้องการให้คนยอมรับ เพราะอะไร เพราะมันมีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา สังโยชน์เบื้องบน พระอนาคาตัดได้คือ กามราคะ ปฏิฆะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส นี่พระอนาคาตัดสังโยชน์ไป ๕ ตัว แต่สังโยชน์ที่มันละเอียด รูปราคะ อรูปราคะ ฌานสมาบัติเห็นไหม รูปราคะ มันเป็นสมาธิที่เป็นรูป อรูปราคะสมาธิที่ไม่ใช่รูป

ในตัวจิตมันว่างอยู่ “จิตเดิมแท้ผ่องใส” มันเป็นกามราคะ มันเป็นปฏิฆะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ มานะสิ มานะมันละเอียดอ่อนมาก นี่คนที่สำคัญตนว่าตนเองมีสถานะ ว่าตนเองเหนือกว่าเขา ดีกว่าเขา นี่ไง กิเลสของพระอนาคาละเอียดอ่อนมาก ต้องการให้เขายอมรับ ต้องการให้เขาเห็นว่าดี ต้องการหมด ต้องการทั้งนั้น แต่มันเป็นความคิดละเอียดอยู่ภายใน

อุทธัจจะ เวลาขยับก็เป็นอุทธัจจะ ทันที อวิชชา อวิชชาคือยังไม่รู้ตัวมันเอง แต่มันละเอียดๆๆ มันถึงเป็นอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ เห็นไหม วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท กับวิญญาณในขันธ์ ๕ วิญญาณปฏิจจสมุปบาท มันเป็นวิญญาณอันละเอียด ปัญญาก็ปัญญา มันมีอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ มานะ มันมีสัมผัส มันเป็นสิ่งนี้มันถึงมีสิ่งนี้ มันเป็นปัจจยาการในอันเดียวกัน เห็นไหม

แล้วปัญญาใคร่ครวญเข้าไป มันเป็นอรหัตตมรรค สิ่งที่เป็นอรหัตถึงจะเข้าไปจับตรงนี้ได้ มันอาลัยอาวรณ์ มันเฉา เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ มันเป็นตัวมันเอง แต่ถ้าพูดถึงว่าถ้าปัญญายังจับไม่ได้ มันจะไม่เห็น จะไม่เห็นเพราะอะไร เพราะมันว่าว่าง ตัวก็ว่าง ทุกอย่างก็ว่าง ใส ว่างหมด เลย แต่ถ้าไปจับได้ สิ่งที่ละเอียดจะละเอียดขนาดไหน ตัวธรรมนี่สำคัญ สิ่งที่เป็นตัวธรรมนะ..

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ถึงวางธรรมไว้ให้พวกเราก้าวเดิน แต่ถ้าเรามีตัวจิต ตัวจิตที่ถูกอวิชชาครอบงำไว้ มันก็เป็นตัวการ เพราะมันเกิดมันตาย มันเป็นของคู่ แต่พอมันไปถึงตัวมันเอง จับตัวมันเองได้ แล้วต้องใช้อรหัตตมรรคใคร่ครวญของมัน ถึงที่สุดแล้ว พอมันทำลายหมด นี่ไง อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจิง สูติ

คนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติ “เราจะเข้านิพพาน.. จะเอาจิตเข้านิพพาน..” มันจะเข้าไปได้อย่างไร เพราะมันว่างอยู่มันก็เข้าใจว่ามันเป็นนิพพาน แต่มันมีมันอยู่ มันขวางอยู่ แต่ถ้ามันทำลายแล้ว อะไรเป็นนิพพาน ตัวจิตเป็นผู้นิพพานซะเอง ไม่มีสิ่งใดเลย ตัวจิตเป็นนิพพาน.. นิพพานคือสิ้นไปจากกิเลส สิ้นไป สูญไปจากกิเลส

แต่ตัวมันเป็นตัวธรรม ตัวธรรมแท้ๆ ตัวธรรมเป็นหนึ่งเดียว “เอโกธัมโม” ธรรมหนึ่งเดียวไม่มีสอง ไม่มีมืดไม่มีสว่าง ไม่มีสิ่งใดๆ เลย แต่มันรับรู้หมดนะ มันรู้สรรพสิ่งหมดเลย ตัวธรรมเห็นไหม ธรรมธาตุ สิ่งที่เป็นธรรมธาตุ ธรรมแท้ๆ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “ธรรมะมีอยู่ ธรรมะมีอยู่” เห็นไหม

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมณโคดมนี้เป็นองค์ที่ ๔ ในกัปนี้ แล้วพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มาล่ะ สาวกต่างๆ ที่ตรัสรู้มามันอยู่ที่ไหน นี่ไงตัวธรรม ตัวธรรมมีอยู่ แต่ของเราเป็นตัวจิต ตัวจิตที่โดนอวิชชาครอบงำไว้ นี่เราถึงประพฤติปฏิบัติกัน เราจะสุกเอาเผากินไง เวลาปฏิบัติขึ้นมาโดยตัวการ เราก็ว่าเป็นเราหมด ทุกอย่างเข้าใจธรรมะหมด มันเป็นสุตมยปัญญานะ ปัญญาจากการศึกษา ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ถ้าประพฤติปฏิบัติไปมันจะเกิดจินตมยปัญญา แล้วเกิดภาวนามยปัญญา ถ้าเกิดภาวนามยปัญญามันจะเป็นโลกุตตรธรรม ถ้าเป็นโลกียปัญญา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา มันจะเป็นโลกียปัญญา เป็นโลก โลกคือโลกทัศน์ โลกคือความรู้สึก โลกคือหัวใจเรา หัวใจเป็นโลก มันถึงเกิดในโลกนี้ไง มันถึงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม

แต่เพราะตัวธรรม ตัวธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ามาชำระล้าง ถ้าเราทำบุญกุศล เราเป็นบริษัท ๔ ศีลธรรม จริยธรรม เราเกิดมาเป็นชาวพุทธ ผู้ที่เข้ามา มีศรัทธาความเชื่อแล้วทำบุญกุศล เขาก็ได้บุญกุศลของเขาไป มันก็เกิดเวียนในวัฏฏะเพราะอะไร เพราะเป็นอามิสบูชา

แล้วถ้าเราปฏิบัติบูชาล่ะ เราปฏิบัติบูชา เราเอาร่างกายนั่งสมาธิ เราเอาร่างกายถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะ “กิริยาวัตถุ” เห็นไหม เราเอาร่างกายถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้ามันยิ่งสงบเข้ามา เราจะได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือใจเราสงบ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทโธผู้รู้ พุทธะคือหัวใจ

สิ่งที่หัวใจ ความรู้ นี่ไงตัวธรรม มันถึงจะประพฤติปฏิบัติได้ จิตตภาวนา เอาจิตเราภาวนา เราความรู้สึกเราภาวนา เอาความรู้สึกเรานี้ “จิตแก้จิต” เอาความรู้สึกแก้ความรู้สึก ปัญญามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ มันจะเข้ามาทำลายกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป สิ่งที่ทำลายกิเลสเป็นชั้นเป็นตอน เราจะรู้แจ้ง เราจะเห็นของเรา เราจะเข้าใจของเรา

ในการประพฤติปฏิบัติของเรา เราถึงให้ทำเป็นข้อเท็จจริง อย่าทำเป็นอุตสาหกรรม เดี๋ยวนี้ปฏิบัติธรรมะนะ เริ่มต้นมีความเชื่อถือเป็นอุตสาหกรรม มันจะปั๊มออกมาให้ได้อย่างนั้นเลย มันเป็นกิริยาภายนอก มันเป็นเรื่องโลก เรื่องโลกเห็นไหม ดูสิ เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นไป.. มรรคหยาบ-มรรคละเอียด

ถ้าเป็นมรรคหยาบๆ มันก็แก้ไขด้วยกิเลสหยาบๆ แล้วถ้าเอามรรคหยาบจะไปแก้มรรคละเอียด มันทำกันไม่ได้ มันทำไม่ได้หรอก มรรค ๔ ผล ๔ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ทำไมมันถึงเป็นมรรค ๔ ผล ๔ มรรคแต่ละมรรคไม่เหมือนกันนะ หยาบละเอียดต่างกัน

นี้การประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน แล้วสิ่งที่เราปฏิบัติเป็นโลกๆ มันเป็นเรื่องโลกๆ มันเป็นเรื่องของตัวแทนทั้งหมดเลย มันเป็นเรื่องของความคิด เรื่องของเงา อาการของใจ ไม่ใช่ใจ เพราะความคิด ความคิดนี่ขันธ์ ๕ มันไม่ใช่ใจ “จิต” ขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕ พอจิตสงบเข้าไป ความคิดไปอยู่ไหนล่ะ.. ความคิดไปอยู่ไหน เนี่ยตัวการ พอตัวการขึ้นมามันเกิดปัญญาขึ้นมา ตัวการมันถึงจะชำระตัวมันเอง

ถ้าตัวการชำระตัวมันเอง มันต้องให้เป็นตามข้อเท็จจริงของใจดวงนั้น ของใจดวงนั้นไม่ใช่ว่าเป็นโลกคือระเบียบ รูปแบบของการปฏิบัติต้องเป็นอย่างนี้ มันดึ๊งใจนี้ออกมาเป็นตัวแทนหมด นี้ถ้าเราให้มันเป็นตัวแทนหมด แล้วถ้ามันไม่ตรงกับจริต ไม่ตรงกับนิสัย มันก็อยู่ตรงตัวการนั้นตลอดไป อยู่ตรงตัวการนั้น แต่เข้าใจว่าเป็นธรรม เพราะมันสว่าง สบาย.. สบายเพราะอะไร สบายเพราะเราศึกษาธรรม ใจอยู่กับธรรมไง

ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนร่มเงา เหมือนร่มไม้ เราอยู่ใต้ร่มไม้มันก็ร่มเย็น เพราะนี่เป็นศาสนาพุทธ พุทธศาสนาเห็นไหมม ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราอยู่ในศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็อยู่ในร่มเงาของธรรม พออยู่ในร่มเงาของธรรม อยู่โคนไม้ โคนไม้กับเราเป็นอันเดียวกันไหม มีต้นไม้อยู่เราอยู่ใต้ร่มเงา เราก็มีความร่มเย็น แล้วร่มไม้กับเราจะอยู่ตลอดไปได้ไหม ใจเราจะมีความร่มเย็น จะมีความเชื่อมั่นในศาสนาตลอดไปไหม มันก็มีกิเลส มีความต้องการของใจใช่ไหม

แต่ถ้าเราประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา ให้มันเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นตัวการขึ้นมา มันเป็นธรรมของเรานะ เราร่มเย็นเป็นสุขในหัวใจ เราไม่ต้องอาศัยต้นไม้ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม “ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามเรา เหมือนกอดเราไว้ ก็ไม่ใช่ลูกศิษย์เรา ผู้ใดอยู่ทางภาคตะวันตกของประเทศ อยู่ถึงไกลขนาดไหน ปฏิบัติเหมือนเรา เหมือนอยู่กับเรา” แล้ว “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต”

ถ้าปฏิบัติธรรมขึ้นไป ใจมันเป็นธรรมขึ้นมา มันไม่ต้องมาอาศัยร่มเงาของใคร ตัวเราเองเป็นธรรมเสียเอง นี่ตัวธรรม ! ตัวธรรมก็ตัวจิต จิตที่มันมีอยู่นี่เราใคร่ครวญได้ เราแก้ไขได้ มันจะเป็นตัวธรรมขึ้นมา เพราะตัวธรรมขึ้นมามันเป็นธรรม นี่ไงตัวแทน ตัวการ ตัวธรรม มันเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ผู้ที่รู้จริงเห็นจริง มันจะละเอียดลึกซึ้งเข้ามาเป็นชั้นเป็นตอน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ปรารถนามารื้อสัตว์ขนสัตว์ ปรารถนามาเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างสมบุญญาธิการมามหาศาลเลย เตรียมความพร้อมมา พระโพธิสัตว์เตรียมความพร้อมมา จะมารื้อสัตว์ขนสัตว์ ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา โอ้โห เพราะความคาดหมายว่าจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ คิดว่าธรรม เพราะเราไปคิดด้วยตัวการใช่ไหม ก็คิดว่ามันจะเป็นวิทยาศาสตร์ คิดว่าทำได้

แต่พอจริงๆ ขึ้นมาแล้ว มันต้องเป็นการประพฤติปฏิบัติของบุคคลคนนั้น มันจะเป็นธรรมของบุคคลคนๆ นั้น มันต้องทำจริงขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ถึงบอกว่า “เราเป็นผู้ชี้ทาง เราเป็นคนบอกทาง พวกเธอจะต้องเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ต้องก้าวเดินไปจนถึงที่สุดแล้วจะเป็นตัวธรรม” เอวัง